(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/watch-malaysia-for-a-preview-of-asias-coming-ai-power-crunch/)
Watch Malaysia for a preview of Asia’s coming AI power crunch
by Nigel Green
11/08/2026
มาเลเซียเผชิญหน้ากับการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเป็น 8 เท่าตัวภายในปี 2030 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งพรวดของพวกดาต้าเซนเตอร์ ทำให้แดนเสือเหลืองกลายเป็นหนังตัวอย่างของการจับคู่กันอย่างไม่เหมาะสมที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดเอเชียส่วนใหญ่
นักลงทุนทุกๆ รายซึ่งกำลังตีราคาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่าเป็นเรื่องของชิปเซมิคอนดักเตอร์ ต่างกำลังผิดพลาดมองไม่เห็นจุดที่จะเป็นปัญหาคอขวดขึ้นมาอย่างแท้จริง
ชิปเป็นสิ่งที่สามารถออกแบบและขนส่งออกสู่ตลาดได้ด้วยระยะเวลาคร่าวๆ คือราวๆ 2 ปี แต่โครงข่ายกระแสไฟฟ้านั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกับระยะเวลาเช่นนี้ได้เลย ช่องว่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องซัปพลายซิลิคอนหรอก คือสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าอุตสาหกรรมเอไอสามารถที่จะเติบโตอย่างแท้จริงได้รวดเร็วแค่ไหน และปัจจุบันมาเลเซียก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดนี้ในแบบเรียลไทม์กันทีเดียว
มาเลเซียกำหนดตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI computing hub) แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลานี้ประเทศนี้กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะแสดงให้เห็นกันจะจะว่าความทะเยอทะยานเช่นนี้สามารถที่จะทำให้ระบบไฟฟ้าแห่งชาติอยู่ในสภาพตึงเครียดเกินกำลังได้มากน้อยขนาดไหน
ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซนเตอร์ในแดนเสือเหลือง กำลังได้รับการคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้น 8 เท่าตัวภายในปี 2030 จาก 8.5 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2024 เป็น 68 เทราวัตต์-ชั่วโมง โดยมีความเป็นไปได้ที่มันจะเป็นผู้บริโภคใช้สอยซัปพลายกระแสไฟฟ้าแห่งชาติทั้งหมดของมาเลเซียในอัตราสูงถึง 30%
เรื่องนี้เปรียบเทียบกันให้เห็นภาพแล้ว ก็ประมาณอย่างหยาบๆ เหมือนกับการนำเอาความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันทั้งหมดของสิงคโปร์มาผูกติดเชื่อมเอาไว้กับโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่เวลานี้ของมาเลเซียภายในระยะเวลา 6 ปี กรณีของมาเลเซียนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่ผิดปกติของโลก ในความเห็นของผมแล้ว แดนเสือเหลืองคือหนังตัวอย่างของการจับคู่ที่ผิดพลาดซึ่งตลาดการลงทุนเอไอสำคัญๆ ทุกๆ แห่งจะต้องเผชิญในท้ายที่สุด
ตลอดทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดดาต้าเซนเตอร์ได้รับการคาดการณ์เอาไว้ว่าจะมีมูลค่าพุ่งไปถึง 30,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี 2030 ระยะเวลาเดียวกันนี้การผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคนี้กำลังขยายตัวไปด้วยอัตราไม่ถึง 7% ต่อปี โดยที่โครงข่ายไฟฟ้าของอาเซียนนั้นคิดกันเป็นตัวเลขกลมๆ ก็คือ 70% ยังคงผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินและก๊าซ CBRE คาดการณ์เอาไว้ว่า ภูมิภาคนี้จะประสบปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนราวๆ 15 ถึง 25 กิกะวัตต์ภายในปี 2028
(CBRE หรือชื่อเดิมที่หลายคนคุ้นเคยคือ CB Richard Ellis เป็นบริษัทที่ปรึกษาและลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐฯ มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ -ผู้แปล)
ขีดความสามารถด้านไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงกันบ่อยครั้งว่าจะเป็นตัวแก้ปัญหาในท้ายที่สุดนั้น ยังคงเป็นอนาคตที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็นแรมปีในทุกๆ ตลาดซึ่งกำลังมีการถกเถียงหารือเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง พวกนักลงทุนที่กำลังปฏิบัติกับเรื่องนี้ในฐานะเป็นปัญหาการวางแผนระยะยาวไกลออกไปนั้น กำลังประเมินต่ำเกินไปในเรื่องที่ว่ามันจะเพิ่มทวีความยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วแค่ไหน
อันที่จริง ขนาดขอบเขตของปัญหานี้กำลังขยายเลยไกลออกไปจากการเป็นปัญหาของภูมิภาคหนึ่งภูมิภาคใดแห่งเดียวด้วยซ้ำ ในระดับทั่วโลก ศักยภาพในการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซนเตอร์ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าตัวภายในปี 2030 โดยกำลังวิ่งทะลุระดับประมาณ 200 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดของระบบไฟฟ้าของเยอรมนีทั้งระบบ และคาดหมายกันว่าจะต้องใช้เงินทุนที่อาจสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าปริมาณดังกล่าว
งานการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ 1 อย่างที่ระบบฮาร์ดแวร์ทำได้สำเร็จ สามารถใช้ไฟฟ้าสูงเป็นพันเท่าตัวของที่การเสิร์ชทางเว็บแบบดั้งเดิมครั้งหนึ่งใช้อยู่ เรื่องนี้เองจึงอธิบายได้ว่าทำไมสถานที่ตั้งด้านเอไอจำนวนไม่กี่แห่งสามารถสร้างความตึงเครียดให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาคได้ ในหนทางซึ่งดาต้าเซนเตอร์ตามแบบแผนเดิมๆ ไม่เคยสามารถทำได้เลย
ดาต้าเซนเตอร์แห่งหนึ่งๆ สามารถสร้างและเปิดสวิตซ์ดำเนินงานภายในระยะเวลาคร่าวๆ คือ 2 ปี แต่สายส่งไฟฟ้าใหม่ๆ นั้น ในเขตอำนาจศาล (jurisdictions) ส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลา 10 ถึง 15 ปีจึงจะได้รับอนุญาตและสร้างเสร็จ ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตอยู่ในอัตราคร่าวๆ 1% ต่อปี แทบจะตลอดศตวรรษนี้ ความต้องการไฟฟ้าที่มีแรงผลักดันจากเอไอในเวลานี้ กำลังเติบโตด้วยอัตราความเร็วกว่า 4 เท่าตัวของการเติบโตของตลาดกระแสไฟฟ้าโดยรวม
โครงข่ายไฟฟ้าที่วางแผนและสร้างขึ้นมาเพื่อรับกับอัตราเติบโตอย่างช้าๆ และสามารถทำนายล่วงหน้าได้ กำลังถูกเรียกร้องให้แบกรับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด บนไทม์ไลน์ของการก่อสร้างที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
พวกพอร์ตโฟลิโอเน้นการลงทุนในธีมเอไอ (AI-themed portfolios) ส่วนใหญ่แล้วยังคงให้น้ำหนักน้อยไปอย่างร้ายแรงยิ่ง แก่ความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริงของโครงสร้างพื้นฐานนี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของทั่วโลก ไปจนตลอดถึงปี 2060 คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ว่าจำเป็นต้องใช้เงินราวๆ 70 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่ต้องการเงินระหว่าง 1.5 ล้านล้าน ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เพียงแค่ในเรื่องสายส่งและการจ่ายไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งก็คือสายไฟฟ้าสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปถึงผู้บริโภค
แทบไม่มีการพูดถึงเงินทุนดังกล่าวนี้ ปรากฏอยู่ในผลิตภัณฑ์การลงทุนเอไอปัจจุบันซึ่งขายให้แก่พวกนักลงทุนไม่ว่ารายย่อยหรือนักลงทุนสถาบันกันเลย การขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงรวมศูนย์เน้นย้ำอย่างมากมายในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์, แพลตฟอร์มคลาวด์, และผู้พัฒนาโมเดล
ความต้องการและขีดความสามารถในการสนองความต้องการนี้ ยังคงเป็นการวางเดิมพันที่ส่วนใหญ่แล้วตัดขาดออกจากกัน และการไม่เชื่อมต่อเช่นนี้เองคือจุดที่มีทั้งโอกาสอันแท้จริง และความเสี่ยงอันแท้จริง ดำรงอยู่
โอกาสบางโอกาสที่มักถูกมองข้ามไปมากที่สุด ดำรงอยู่ในช่องว่างนี้นั่นเอง Dynamic line rating ซึ่งเป็นเทคโนโลยีและระบบประเมินขีดความสามารถในการรองรับกระแสไฟฟ้าของสายส่งไฟฟ้า โดยดำเนินตรวจวัดเงื่อนไขต่างๆ ในแบบเรียลไทม์ เป็นต้นว่า อุณหภูมิ, โหลด (load), และกระแสลม เพื่อรีดเอาขีดความสามารถเพิ่มเติมจากสายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน สามารถที่จะปลดล็อกทำให้มีผลงานเพิ่มขึ้น 10 ถึง20% โดยไม่ต้องสร้างสายส่งไฟฟ้าใหม่ใดๆ เลย
พิจารณาจากระยะเวลายาวนานที่ต้องใช้ในการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าใหม่ๆ เทคโนโลยีซึ่งต่อยอดขยายขีดความสามารถของสายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีความหมาย สมควรที่จะได้รับการพินิจพิจารณาจากนักลงทุนมากกว่าที่มันได้รับอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั่วทั้งโครงข่ายไฟฟ้าในเอเชียซี่งกำลังใกล้จะถึงขีดจำกัดของมันอยู่แล้ว
การที่โรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยก๊าซ กำลังหวนกลับคืนสู่ความสนใจกันอีกครั้งอย่างเงียบๆ เป็นสิ่งที่บอกเล่าถึงเรื่องราวซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนบวกพ่วงด้วยแบตเตอรีเก็บกักไฟฟ้าคือเทคโนโลยีที่สนองอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าในช่วงหลังๆ นี้เป็นจำนวนมาก ทว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่สามารถรับประกันให้เกิดขีดความสามารถที่มั่นคงและสามารถสั่งการผลิตหรือจัดส่งได้ในทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกดาต้าเซนเตอร์ที่กำลังเดินเครื่องต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เรียกร้องต้องการ
ข้อตกลงด้านไฟฟ้าระยะยาวระหว่างพวกบริษัทเทคกับพวกยักษ์ใหญ่พลังงาน โดยรวมถึงข้อตกลงด้านพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ๆ ซึ่งพ่วงอยู่กับศักยภาพด้านโครงข่ายไฟฟ้าที่ละเอียดอ่อน แสดงให้เห็นว่าเงินทุนที่มีความจริงจังกำลังไหลเวียนไปทางไหนกันแล้ว แม้กระทั่งในจุดที่พวกตลาดทุนสาธารณะ (public equity markets) ยังตามไม่ทัน
ยังมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมมากกว่านี้อีกซึ่งสมควรจะได้รับการติดตามแกะรอยอย่างใกล้ชิด พวกผู้ดำเนินการดาต้าเซนเตอร์นั้นกำลังเพิ่มการลงทุนโดยตรงในเรื่องการผลิตไฟฟ้าในดาต้าเซนเตอร์เอง, แบตเตอรีเก็บกักไฟฟ้า, และระบบความต้องการ-การตอบสนอง (demand-response systems) ซึ่งเปิดทางให้พวกเขาสามารถโยกย้ายโหลดการประมวลผลทางเอไอได้ในระหว่างช่วงพีคของการใช้งาน ถือเป็นการก้าวไปจากการเป็นผู้บริโภคกระแสไฟฟ้าแบบตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ มาเป็นผู้เข้าร่วมที่เอาการเอางานในการสร้างเสถียรภาพของของโครงข่ายไฟฟ้า
พวกบริษัทที่สร้างความสามารถในการยืดหยุ่นเช่นนี้ขึ้นมาได้ เป็นตัวแทนของประเภทการลงทุนที่แยกห่างออกมาอย่างแท้จริงจากพวกชิปหรือกิจการสาธารณูปโภคตามแบบแผนธรรมดา และก็ยังคงเป็นประเภทที่ยังขาดหายไปอย่างมากจากพอร์ตโฟลิโอการลงทุนเอไอกระแสหลัก
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ ไม่มีอันไหนเลยที่เป็นการกำจัดลบทิ้งเอไอ ในฐานะที่เป็นธีมการลงทุนระดับโลก ตรงกันข้าม มันกลับเป็นการวางกรอบกันใหม่ซึ่งครอบคลุมทั้งความจำกัดอันแท้จริงทั้งหลาย และโอกาสการลงทุนอันแท้จริงทั้งหลายของธีมการลงทุนนี้เอาไว้
โครงข่ายไฟฟ้าของมาเลเซีย เป็นเพียงตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและมองเห็นได้เฉพาะหน้ามากที่สุด ของการจับคู่กันอย่างไม่ถูกต้องที่กำลังปรากฏอยู่ตลอดทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งกำลังแข่งขันกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ พวกนักลงทุนที่ทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปในเรื่องชิปและแพลตฟอร์มคลาวด์ คือการให้ราคาแก่ด้านดีมานด์
น้อยรายเหลือเกินที่กำลังให้ราคาแก่ข้อจำกัดทางกายภาพที่เวลานี้กำลังยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าพวกเขาโดยตรง และช่องว่างนี้แหละจะนิยามจำกัดความว่าพอร์ตโฟลิโอการลงทุนแห่งใดมีการยืนตำแหน่งอย่างถูกต้องเมื่อข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลด้านร้ายออกมาให้เห็นในท้ายที่สุด
ไนเจล กรีน เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของกลุ่มดีเวียร์ (deVere Group) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินระดับโลก ซึ่งเขียนบทความวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์เผยแพร่ทางเอเชียไทมส์ อยู่เป็นประจำ


