xs
xsm
sm
md
lg

ได้ทีสุมไฟ!สื่อเขมรเย้ย'อนุทิน'พูดไม่คิด ทำคนไต้หวันฮือเรียกร้องตะเพิดแรงงานไทยทั้งหมด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สื่อเขมรกล่าวอ้างพลเมืองไต้หวันรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นมิตรสหายเก่า ร้องเรียนไปยังรัฐบาลให้เนรเทศแรงงานไทยกลับประเทศในทันที ตอบโต้นโยบายต่างประเทศที่ลำเลียงและคำพูดที่ขาดความยั้งคิดของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศสนับสนุนหลักการ "จีนเดียว" ของปักกิ่ง และเพิกเฉยต่อความรู้สึกเป็นมิตรในอดีตกับไต้หวัน

เคบีเอ็นนิวส์ สื่อมวลชนกัมพูชา ระบุว่าจากรายงานข่าวและเอกสารอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ออกมา ตามหลังการพบปะกันระหว่างนายอนุทินกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในวันที่ 21 กรกฏาคม ฝ่ายไทยได้ออกถ้อยแถลงสนับสนุนอย่างเต็มที่ บอกว่า "ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้" และรัฐบาลไทยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงต่อนโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จะไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการใดๆกับไต้หวัน

รายงานของสื่อมวลชนกัมพูชา ระบุว่าท่าทีทางการทูตที่แสดงความเอนเอียงเข้าข้างจีนนี้ ได้ก่อเสียงประท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันและถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ขาดความเกรงใจ ที่มีเจตนาทำตามแรงกดดันทางการเมืองของจีน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับไทยล้วนๆ

สื่อมวลชนกัมพูชาอ้างรายงานข่าวที่ไม่ระบุแหล่งที่มา บอกว่าในส่วนของปฏิกิริยาของสาธารณชน สถานการณ์ได้ลุกลามสู่ความยุ่งเหยิงและก่อผลกระทบทางลบอย่างเป็นระบบ หลังเกิดประเด็นโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ไต้หวัน โดยชาวเน็ตไต้หวันจำนวนมากแสดงความไม่พอใจและโกรธเคืองต่อคำพูดของนายอนุทิน

เคบีเอ็นนิวส์ อ้างว่าประชาชนไต้หวันผู้โกรธกริ้ว กดดันให้รัฐบาลไทเป ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการขับไล่แรงงานไทยทั้งหมดที่ทำงานในไต้หวันกลับระเทศ ความเคลื่อนไหวที่เป็นการแก้แค้นและตอบโต้ผู้นำไทยที่ดูหมิ่นอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและตลาดงานสำหรับแรงงานไทยหลายหมื่นคน

รายงานของสื่อมวลชนกัมพูชาระบุว่านโยบายต่างประเทศและคำพูดี่ขาดความยั้งคิดของนายอนุทิน กำลังเผาทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับไต้หวัน วิกฤตการทูตนี้ไม่ได้แค่ก่อการเผชิญหน้าระหว่าง 2 รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังแผ่ลามความขัดแข้งระหว่างพลเมืองกับพลเมือง ที่อาจถึงขั้นทำให้แรงงานไทยจำนวนมากต้องตกงานในไต้หวัน สืบเนื่องจากท่าทีไม่ยินดียินร้ายใดๆของผู้นำของพวกเขาในเวทีนานาชาติ

(ที่มา:เคบีเอ็นนิวส์)