สหรัฐฯเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ใส่อิหร่าน ตามการเปิดเผยของกองบัญชาการกลางอเมริกา ความเคลื่อนไหวแก้แค้น ซึ่งมีขึ้นหลังจากแถลงยอมรับว่ามีบุคลากรทางทหารสหรัฐฯเสียชีวิต 2 ราย สูญเสีย 1 คน และเครื่องบินได้รับความเสียหายหลายลำ จากการโจมตีของอิหร่าน
ก่อนหน้าการโจมตีในวันเสาร์(18ก.ค.) มอจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่าวอชิงตันจะต้องชดใช้ ต่อการเสาะแสวงหาหนทางแห่งการยกระดับความขัดแย้ง
ถ้อยแถลงของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการโจมตทางอากาศ เริ่มขึ้นตอน 18.00 อีที(ตรงกับเมืองไทย 05.00น.ของวันอาทิตย์) ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
"ปฏิบัติการโจมตีออกแบบมาเพื่อลดทอนศักยภาพของอิหร่านเพิ่มเติม ในการคุกคามการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซและลงโทษกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอย่างทันทีทันใด ต่อการที่โจมตีกำลังพลของอเมริกาในจอร์แดนเมื่อคืนนี้" ถ้อยแถลงระบุ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
สำนักข่าวเมห์รนิวส์ของอิหร่าน รายงานว่าสหรัฐฯปฏิบัติการโจมตีใกล้เมืองซิริค ทางใต้ของอิหร่าน แต่ไม่มีรายงานความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานใดๆ
สหรัฐฯและอิหร่านยกระดับการโจมตีเล่นงานกันหนักหน่วงขึ้น นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ลงนามเมื่อ 1 เดือนก่อน ถูกฉีกเป็นชิ้นๆเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มความเป็นไปได้ของการกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯระบุว่าผู้เสียชีวิต 2 รายเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์(17ก.ค.) และกำลังพลอเมริกาอีกนายสูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ คำแถลงที่ทำให้มีทหารสหรัฐฯเสียชีวิตรวมเป็น 16 ราย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 420 นาย
พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ระบุว่า "ขอพระเจ้าอวยพร วีรบุรุษทั้งหลาย การเสียสละของพวกเขายิ่งทำให้เรามุ่งมั่นมากขึ้น"
ปฏิบัติการของอิหร่านเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯที่ล็อคเป้าถล่มสะพาน, โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ และดูเหมือนจะเล็งเป้าอย่างเจาะจงไปที่ซาอุดีอาระเบีย เช่นเดียวกับพันธมิตรอ่าวเปอร์เซียอื่นๆของอเมริกา รวมถึงจอร์แดน ในวันเสาร์(18ก.ค.)
ในถ้อยแถลงที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่บนบัญชีสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการของผู้นำสูงสุดอิหร่านและสื่อมวลชนแห่งรัฐ ทาง มอจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุด เน้นย้ำว่าการละเมิดข้อตกลงชั่วคราวโดยอเมริกา เป็นการตอกย้ำว่าลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น "ไร้ค่าและปราศจากความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง"
ถ้อยแถลงเตือนถึง "การสูญเสียหนักหน่วงกว่านี้และความอับอายมากขึ้นกว่านี้สำหรับสหรัฐฯ" อย่างไรก็ตามทางทำเนียบขาวยังไม่ออกมาตอบโต้ความเห็นดังกล่าว ในขณะที่สถานที่อยู่ของ มอจตาบา ยังคงถูกเก็บเป็นความลับ
นอกเหนือจากจอร์แดนแล้ว ในวันเสาร์(18ก.ค.) คูเวตก็ถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน โดยกองกำลังของพวกเขาเผยว่าได้สกัดขีปนาวุธหลายลูกและโดรนหลายลำของอิหร่าน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและคนงานภาคอุตสาหกรรมน้ำมันบางส่วยได้รับบาดเจ็บ ระหว่างตอบสนองต่อเหตุโจมตี
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เผยว่าได้โจมตีศูนย์กลางสนับสนุนทหารสหรัฐฯ ณ ค่านอาริฟจาน ของคูเวต และทำลายที่ตั้งเรดาร์ ณ ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ต่อมาทาง คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชัน บอกว่าหนึ่งในที่ตั้งน้ำมันของพวกเขาถูกอิหร่านโจมตีซ้ำๆ ก่อความเสียหายร้ายแรงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วน
เช่นเดียวกับคูเวต กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านยังพุ่งเป้าเล่นงานที่ตั้งแหงหน่งในบาห์เรน บริเวณที่รวมตัวของอากาศยานสู้รบของสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอากาศชีคอิซา และศูนย์ข่าวกรองแห่งหนึ่ง ตามรายงานของสื่อมวลชนเตหะราน
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ยังได้ทำลายเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯอย่างน้อย 2 ลำและอากาศยานอื่นๆ ระหว่างยิงขีปนาวุธลูกหนึ่งและใช้โดรนโจมตีเล่นงานฐานทัพของสหรัฐฯ ในอัล อัซรัก ในจอร์แดน ในวันเสาร์(18ก.ค.)
ซาอุดีอาระเบียเผยว่าระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ได้ทำการแต้งเตือนในตอนเช้าวันเสาร์(18 ก.ค.) เร่งเร้าประชาชนในเมืองอัล-คาร์จและยานบู หาที่หลบภัย ทั้งนี้เมืองอัล-คาร์จ อยู่ทางตะวันออกของริยาด เป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทหารสหรัฐฯปะจำการอยู่ ส่วนเมืองยานบู ในแถบทะเลแดง เป็นสถานีส่งออกน้ำมันที่สำคัญ
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ 2 ราย เปิดเผยกับรอยเตอร์ส ว่าการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นงานซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน ได้กระตุ้นให้มีการประกาศเตือนภัย อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนแห่งรัฐไม่ได้ระบุว่าอะไรที่กระตุ้นการแจ้งเตือน และหน่วยงานสื่อสารมวลชนของรัฐไม่ยอมตอบคำถามในเรื่องนี้ ขณะที่ถ้อยแถลงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ก็ไม่ได้พาดพิงถึงการโจมตีใส่ซาอุดีอาระเบีย
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในวันเสาร์(18ก.ค.) ประกาศเตือนภัยด้านการเดินทางทั่วโลก สำหรับชาวอเมริกาที่พำนักอยู่ในต่างแดน อ้างความตึงเครียดในระดับสูงในตะวันออกกลาง "โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์บานปลายอย่างไม่คาดคิด" คำแนะนำระบุว่านักเดินทางอาจเจอกับปัญหายกเลิกเที่ยวบินและการปิดน่านฟ้าประปราย ที่อาจก่อความวุ่นวายแก่การเดินทาง
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


