พนักงาน 26 คนรวมตัวกันฟ้องร้อง “เมตา” กล่าวหาบิ๊กเทคแห่งนี้ใช้ AI สกรีนหาคนที่สมควรถูกเลิกจ้าง โดยพุ่งเป้าพนักงานที่ลาป่วยหรือลาไปดูแลสมาชิกครอบครัว หรือพนักงานที่มีความทุพพลภาพ ขณะที่ บริษัทแม่ของ “เฟซบุ๊ก” และ “อินสตาแกรม” รายนี้ ยืนยันไม่ได้ใช้ “ปัญญาประดิษฐ์” ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรและองค์กร
พนักงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพนักงาน 8,000 คน หรือราว 10% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเมตาแจ้งให้ทราบเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาว่าจะถูกปลดออกโดยมีผลในวันที่ 22 ก.ค.
ตามคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลสหรัฐฯชั้นต้น ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโอกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อคืนวันจันทร์ (13 ก.ค.) โจทก์ทั้งหมดเหล่านี้ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อไม่ให้เมตาดำเนินการเลิกจ้าง ระหว่างที่พวกเขายื่นคำร้องผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นรายบุคคล
พนักงานกลุ่มนี้เผยว่า ข้อตกลงของเมตากำหนดให้พนักงานต้องนำข้อพิพาทในที่ทำงานเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นรายบุคคล ทว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ครอบคลุมคำร้องขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
ทนายความฝ่ายโจทก์ระบุว่า จุดประสงค์ในการขอความคุ้มครองชั่วคราวคือ เพื่อให้พนักงานยังคงได้รับการว่าจ้างระหว่างรอการพิจารณาในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อรักษาสิทธิ์ในการได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพที่นายจ้างช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย เช่น ระหว่างการตั้งครรภ์ ช่วงพักฟื้นหลังคลอด และระหว่างการรักษาพยาบาล
การฟ้องร้องนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องร้องบริษัทใหญ่ของอเมริกาเพื่อคัดค้านการใช้ AI ในการปลดพนักงาน
ทั้งนี้ เมตาเปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค.ว่า จะปลดพนักงานทั่วโลก 10% หรือราว 8,000 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทเพิ่มการลงทุนใน AI และเน้นการใช้ AI agent ทั้งในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และแนวทางการทำงานภายในบริษัท
พนักงานทั้ง 26 คนที่ยื่นฟ้องโดยไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวหาว่า เมตาละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางและกฎหมายของระดับรัฐที่ห้ามการเลือกปฏิบัติ หรือตอบสนองพนักงาน เนื่องจากมีความทุพพลภาพ ลาป่วย ลาคลอด หรือลาดูแลครอบครัว รวมทั้งยังฟ้องว่า เมตาล้มเหลวในการทดสอบระบบ AI เพื่อประเมินว่า มีอคติหรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐนิวยอร์ก
ตามคำฟ้องนั้น เมตาใช้ระบบ AI ภายใน ในการให้คะแนนและจัดอันดับพนักงานในรายชื่อพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง ซึ่งรวมถึงระบบเมตาเมต (Metamate) หรือผู้ช่วย AI ที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ และเป็น “ระบบสมองที่สอง” ที่ฝึกโดยพนักงาน เพื่อใช้ติดตามการสื่อสารและเอกสารของพนักงาน รวมทั้งให้คะแนนประสิทธิภาพการทำงานซึ่งคำนวณจากการสแกนข้อมูลการกดแป้นพิมพ์ เนื้อหาบนหน้าจอ อีเมล ประวัติการใช้งานเบราว์เซอร์ และแดชบอร์ดแสดงการใช้โทเคน AI
คำฟ้องยังระบุว่า การให้คะแนนและจัดอันดับเหล่านั้นจำนวนมาก ถูกออกแบบในลักษณะซึ่งทำให้พนักงานที่ลาเพื่อรับการรักษาพยาบาลหรือดูแลครอบครัวตามสิทธิ์ที่กฎหมายคุ้มครอง หรือพนักงานที่มีผลงานลดลงเนื่องจากความพิการ ไม่สามารถสะสมคะแนนได้ และเมตานำคะแนนมาประกอบการพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงการลาตามสิทธิ์ที่กฎหมายคุ้มครอง รวมทั้งไม่ได้ระงับการใช้ระบบดังกล่าวเพื่อทบทวนเป็นรายบุคคล ส่งผลให้พนักงานที่ลาป่วยหรือลาเพื่อดูแลครอบครัว และพนักงานที่มีความทุพพลภาพ ถูกเลิกจ้างในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ
ทนายฝ่ายโจทก์สำทับว่า กระบวนการคัดเลือกผู้ที่จะถูกเลิกจ้าง ด้วยการใช้อัลกอรึทึมช่วย ซึ่งบันทึกการลาอย่างเป็นระบบว่า เป็นผลการทำงานที่ลดลงนั้น ส่งผลกระทบต่อพนักงานหญิงมากกว่าพนักงานชาย เนื่องจากพนักงานหญิงมีแนวโน้มใช้สิทธิ์ลาคลอดและลาเพื่อดูแลสมาชิกครอบครัวสูงกว่าพนักงานชาย
ทางด้านเมตาแถลงว่า การฟ้องร้องดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันควรและไม่ได้อิงกับข้อเท็จจริง รวมทั้งยืนยันว่า ไม่ได้ใช้ AI ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรและองค์กร
(ที่มา: เอพี/รอยเตอร์)


