ผู้นำยุโรปคุยโขมงถึงเวลาจบสงครามยูเครน ขณะประกาศจับมือเคียฟจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรป้องกันภัยทางอากาศเพื่อหาทางรับมือการโจมตีของรัสเซีย โดยมุ่งร่วมกันพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธทิ้งตัวรุ่นใหม่ซึ่งราคาถูกลงและใช้เวลาผลิตน้อยลง เพื่อเป็นตัวเลือกแทนระบบแพทริออตของอเมริกา ที่กำลังประสบปัญหาร่อยหรอขาดแคลน
ในขณะที่ยูเครนกำลังตกเป็นเป้าโจมตีของขีปนาวุธทิ้งตัวรัสเซียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้นำของ 10 ประเทศรวมถึงบริษัทผลิตอาวุธราวสิบกว่าแห่ง ได้จัดการประชุมกันที่กรุงปารีสเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) เพื่อเร่งรัดให้มีการจัดตั้งสิ่งที่พวกขาเรียกว่า “กลุ่มพันธมิตรต่อต้านขีปนาวุธทิ้งตัวแบบบูรณาการ” (Integrated Anti-Ballistic Missile Coalition)
เหล่าผู้นำของ 10 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน ยูเครน และอังกฤษ ได้ออกคำแถลงร่วมแสดงความเชื่อมั่นว่า การปกป้องยุโรปจำเป็นต้องมีโซลูชันระบบต่อสู้ขีปนาวุธแบบบูรณาการระดับโลกขึ้นมา เพื่อป้องปรามและทำลายภัยคุกคามจากขีปนาวุธในอนาคต โดยที่ระบบดังกล่าวนี้จะเป็นตัวเสริมระบบป้องกันขีปนาวุธทิ้งตัวที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งหมายรวมทั้งโซลูชั่นที่รัฐในยุโรปมีอยู่ในครอบครองอยู่แล้ว และโซลูชั่นที่พวกประเทศซี่งเข้าร่วมจะได้มาครอบครองต่อจากนี้ไป
เวลานี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยูเครนมีอยู่ โดยเฉพาะระบบแพทริออตที่ได้จากอเมริกา ประสบปัญหาขาดแคลนตัวขีปนาวุธสกัดกั้น ทำให้มีความสามารถลดลงมาก ในการยับยั้งพวกขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ แม้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ของยูเครนพยายามกดดันเรียกร้องให้วอชิงตันส่งเครื่องกระสุนเหล่านี้มาให้มากขึ้น แต่สหรัฐฯเองก็อยู่ในภาวะขาดแคลนเช่นกัน สืบเนื่องจากใช้หมดเปลืองไปมากในสงครามสู้รบกับอิหร่าน
เซเลนสกี้ได้แถลงภายหลังการประชุมว่า กลุ่มพันธมิตรนี้จะโฟกัสที่ “โครงการเฟรยา” ซึ่งเป็นความพยายามของยูเครนในการสร้างทางเลือกทางอื่นนอกเหนือจากระบบแพทริออต โดยจะเป็นระบบที่มีต้นทุนถูกกว่าและใช้เวลาในการผลิตสั้นกว่า รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากยุโรป
เขาระบุว่า เฟรยาจะใช้ร่วมกับระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งสำหรับยุโรปทั้งหมด โดยระบบนี้จะเป็นการผสานรวมความเชี่ยวชาญของบริษัทผลิตอาวุธในยุโรป และสามารถใช้งานได้ภายใน 12 เดือน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถผลิตอาวุธนี้ได้
ทั้งนี้บริษัทอาวุธที่ร่วมประชุม มีอาทิ ยูโรแซม, ลีโอนาร์โด, ซาบ และไฟร์พอยต์ของยูเครน
ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมร์ซ ของเยอรมนี ประกาศว่า โครงการนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมกลาโหมในยุโรปร่วมงานกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเรียนรู้จากกันและกัน
ในวันจันทร์ ยังมีการจัดประชุมสุดยอด “กลุ่มพันธมิตรที่เต็มใจ” ของพวกชาติตะวันตก ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยช่วยเหลือยูเครนตั้งแต่ตอนที่ถูกรัสเซียรุกรานเมื่อปี 2022 โดยคราวนี้เซเลนสกี้ได้เข้าร่วมกับพวกผู้นำของชาติต่างๆ รวม 25 ชาติ เพื่อพยายามกำหนดจุดยืนร่วมกันในการเจรจากับรัสเซีย รวมทั้งกำหนดหลักประกันความมั่นคงเพื่อสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น
ที่ประชุมคราวนี้ยังประกาศจะจัดการซ้อมรบร่วมขึ้นในประเทศที่อยู่ติดกับพรมแดนยูเครนในอีกไม่กี่เดือนนี้ เพื่อผลักดันแนวคิดกองกำลังนานาชาติในยูเครน (MNFU) ให้เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น โดยพวกเขาวาดหวังว่า MNFU จะเข้าประจำการในยูเครนหลังจากสงครามสิ้นสุดลงแล้ว
การประชุมที่ปารีสครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แสดงความเป็นเอกภาพและยืนยันให้การสนับสนุนยูเครนในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น
ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียยกระดับการใช้ขีปนาวุธทิ้งตัวและฝูงโดรนโจมตีกรุงเคียฟและแคว้นอื่นๆ ของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบ โดยเห็นกันว่ามุ่งตอบโต้การที่ยูเครนเพิ่มการรณรงค์ส่งโดรนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย โดยเฉพาะพวกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และทำให้เคียฟกับชาติตะวันตกมีกำลังใจเพิ่มขึ้นว่า กำลังสามารถทำให้โมเมนตัมของสงครามเกิดการเปลี่ยนแปลง
ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส แถลงว่า ยูเครนได้สั่งซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ SAMP-T รุ่นใหม่ของยูโรแซม ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนสัญชาติฝรั่งเศสและอิตาลี รวมทั้งเครื่องบินขับไล่ราฟาเอล 16 ลำจากฝรั่งเศส ที่จะเข้าประจำการได้ในปี 2028-2029
นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังอนุญาตให้ยูเครนผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อใช้กับ SAMP-T ระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง และขีปนาวุธร่อนระยะไกล SCALP ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ปารีสให้สิทธิ์ในการผลิตอาวุธแก่ยูเครน
มาครงยังระบุว่า ที่ประชุมตัดสินใจสนับสนุนยูเครนต่อไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ มร์ซ และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของอังกฤษ ต่างประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเพิ่มเดิมพันเพื่อปิดฉากสงครามนองเลือดที่ไร้จุดหมายในยูเครน
(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี)


