อเมริกาลุยถล่มอิหร่านต่อเมื่อคืนวันจันทร์ (13 ก.ค.) ขณะทรัมป์ประกาศปิดล้อมทางทะเลเตหะรานรอบใหม่ พร้อมระบุเล็งเก็บค่าคุ้มครองฮอร์มุซ 20% จากเรือสินค้าทุกลำ แต่ยังบอกว่า ข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านมีโอกาสเป็นไปได้ ด้านเตหะรานตอบโต้หนักหน่วงด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอเมริกาในอ่าวเปอร์เซียที่รวมถึงบาห์เรนและจอร์แดน
กองบัญชาการทหารด้านกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCCOM) แถลงว่า เสร็จสิ้นภารกิจนาน 5 ชั่วโมงเมื่อคืนวันจันทร์ โดยโจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเมืองบูเชห์และบันดาร์อับบาส เพื่อทำลายความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ รวมทั้งจะเริ่มปิดล้อมทางทะเลต่อบรรดาท่าเรืออิหร่านอีกรอบหนึ่ง ตั้งแต่เวลา 20.00 น.วันอังคาร (14 ก.ค.) ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (ตรงกับ 03.00 น.วันพุธที่ 15 เวลาเมืองไทย)
ขณะเดียวกัน เมื่อคืนวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บนสื่อสังคมทรูธโซเชียลว่า อเมริกาจะเป็น “ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ” และจะเรียกเก็บเงินเรือสินค้าทุกลำ 20% สำหรับการปกป้องเส้นทางดังกล่าว
ทำเนียบขาวยังออกมายืนยันว่า ทรัมป์แจ้งรัฐสภาอย่างเป็นทางการตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่า อเมริกาได้ฟื้นปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งเท่ากับว่า เพนตากอนมีเวลาอีก 60 วันในการทำสงครามในตะวันออกกลางโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคองเกรส
นอกจากความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ทรัมป์ยังขู่ทำลายภูเขาพิกแอกซ์ ที่ตั้งอยู่ใกล้โรงงานนิวเคียร์นาทานซ์ ของอิหร่าน โดยข่าวกรองของตะวันตกสงสัยว่า เป็นที่ตั้งของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน
จากสถานการณ์ที่กลับปะทุดุเดือดขึ้นอีกเช่นนี้ ทำให้ราคาน้ำมันกลับขยับสูงขึ้นอีก โดยในวันจันทร์ (13) ได้พุ่งพรวดกว่า 9% และไต่ขึ้นอีกกว่า 1% ในวันอังคาร ทำให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์ LCOc1 ราคาทะยานทะลุ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว
สำหรับการตอบโต้ของฝ่ายอิหร่านนั้น ภายหลังการโจมตีอิหร่านรอบล่าสุดของ CENTCOM ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่า ได้โจมตีอาคารที่พักของกองทหารอเมริกันในบาห์เรน ตลอดจนเป้าหมายทางทหารของอเมริกาในอ่าวเปอร์เซียที่รวมถึงฐานทัพในจอร์แดน พร้อมขอให้จอร์แดนเรียกร้องให้อเมริกาถอนกำลังออกไปจากดินแดนของตน
ด้านบาห์เรนเผยว่า ได้สกัดการโจมตีทางอากาศของอิหร่านหลายระลอก และกล่าวหาอิหร่านมุ่งโจมตีพลเรือน หลังเกิดระเบิดหลายครั้งและสัญญาณเตือนภัยในกรุงมานามา ดังกึกก้อง
นอกจากนี้เมื่อวันจันทร์ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เผยว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของยูเออี 2 ลำ ขณะที่แล่นผ่านฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางที่อยู่ในน่านน้ำโอมาน ทำให้ลูกเรืออินเดียเสียชีวิต 1 คน
ขณะที่ IRGC แถลงว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 2 ลำถูกยิงหลังจากเพิกเฉยต่อการเตือนและปิดระบบสื่อสาร อย่างไรก็ดี คำแถลงนี้ไม่ได้เอ่ยชื่อเรือ และไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นเรือบรรทุกน้ำมันสองลำที่ยูเออีกล่าวถึงหรือไม่ แต่กล่าวหาว่า อเมริกาปลุกปั่นให้เรือสินค้าใช้เส้นทางที่ผิดกฎหมาย พร้อมเตือนว่า การร่วมมือกับศัตรูของอิหร่าน อาจนำไปสู่ความเสียหาย ความล่าช้าในการเปิดฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานโลก
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจาก IRGC ถล่มบาห์เรน จอร์แดน คูเวต และโอมานเมื่อวันจันทร์
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน ยังประกาศด้วยว่า อเมริกาไม่มีบทบาทในการกำหนดอนาคตของฮอร์มุซ
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โพสต์บน
แพลตฟอร์ม X ในลักษณะตอบโต้คำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยบอกว่า เตหะรานคือผู้พิทักษ์ฮอร์มุซและจะยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป พร้อมตอกกลับเยาะหยันทรัมป์ที่เคยยืนกรานคัดค้านการเก็บค่าผ่านทางฮอร์มุซ โดยเขาบอกว่า ผู้นำสหรัฐฯ พูดถูกที่ว่าใครก็ตามที่สามารถรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้ได้สมควรได้รับค่าตอบแทน แต่ 20% แพงเกินไป
ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ ฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงกว่า 15 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 1,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากอเมริกาเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จะหมายถึงรายได้วันละประมาณ 240 ล้านดอลลาร์
แม้สัญญาณทุกอย่างบ่งชี้ในทางตรงกันข้าม ทว่า เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ยังคงออกมากล่าวว่า ข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านยังเป็นไปได้
วันเดียวกันนั้น อิสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน บอกว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่อเมริกาและอิหร่านตกลงกันในเดือนมิ.ย. เพื่อวางกรอบสำหรับการเจรจายุติสงครามและยกเลิกการปิดล้อมของอเมริกา กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต
บาเกอีสำทับว่า หากวอชิงตันไม่ปฏิบัติตามภาระผูกพันภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว เตหะรานก็จะเพิกเฉยเช่นเดียวกัน แต่สำทับว่า อิหร่านยังคงหารือกับทางผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์ ปากีสถาน และโอมาน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)


