อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ค.) พร้อมถล่มที่ตั้งทางทหารของอเมริกาในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเอาคืนที่ CENTCOM โจมตีเป้าหมายกว่าร้อยจุดในอิหร่าน ภายหลังกองทัพเตหะรานยิงเรือสินค้าที่ละเมิดกฎการเดินเรือในฮอร์มุซของตน ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ของทางการอิหร่านเผยแพร่รายชื่อเป้าสังหารเพื่อล้างแค้นให้อดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยทรัมป์ เนทันยาฮู และผู้นำยุโรปรวมทั้งหมด 13 คน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า ได้โจมตีอิหร่านเมื่อเช้าวันอาทิตย์ หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยิงเรือคอนเทนเนอร์ที่ติดธงไซปรัส โดยอ้างว่า เรือลำดังกล่าวแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน
ขณะที่กองบัญชาการด้านกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงสำทับว่า แม้อิหร่านระบุว่า แค่ยิงเตือนเรือไซปรัสเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่า เป็นการโจมตีอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ห้องเครื่องของเรือเสียหายและเกิดไฟลุกไหม้ กระทั่งลูกเรือทั้งหมดต้องหนีลงเรือชูชีพ และลูกเรือคนหนึ่งที่เป็นชาวอินเดียสูญหาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นห่างจากชายฝั่งโอมานราว 17 กม.
CENTCOM เสริมว่า ด้วยเหตุนี้อเมริกาจึงต้องโจมตีเพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านฮอร์มุซ
ในเวลาต่อมา CENTCOM กล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านราว 140 จุดตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
สำหรับทางด้านสื่อของอิหร่านรายงานในวันเดียวกันว่า เกิดเหตุระเบิดในเมืองบันดาร์อับบาส ซิริก จัสก์ และเกาะเกชม์ รวมถึงจังหวัดคูเซสถานที่อยู่ติดกับอิรัก แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา มีเสียงไซเรนในบาห์เรน ขณะที่กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และคูเวต บอกว่า ได้สกัดกั้นขีปนาวุธที่มีผู้ยิงโจมตีเข้าไป โดยที่กาตาร์เผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ส่วนจอร์แดนระบุว่า ขีปนาวุธอิหร่าน 3 ลูกตกในดินแดนของตน
IRGC แถลงอ้างว่า การตอบโต้ของฝ่ายตนได้ทำลายศูนย์ควบคุมและบัญชาการ โรงเก็บโดรนของอเมริกาในจอร์แดน ฐานเรดาร์ของอเมริกาในคูเวต ฐานสนับสนุนปฏิบัติการและเติมเชื้อเพลิงเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาในโอมาน รวมทั้งทำลายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินและศูนย์สั่งการของอเมริกาในกาตาร์
ภายหลังการโจมตีและหยุดเรือที่ติดธงไซปรัสแล้ว IRGC ยังประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีคำสั่งเพิ่มเติมและจนกว่าอเมริกาจะยุติการแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม CENTCOM ระบุว่า ยังคงมีเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านฮอร์มุซอยู่
ในเวลาต่อมา IRGC เผยว่า ได้โจมตีเรือลำที่ 2 เนื่องจากละเมิดกฎของอิหร่าน
การเผชิญหน้ารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับอเมริกาปะทุขึ้นหลังจากเตหะรานโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และต่อมาทรัมป์ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลงแล้ว กระนั้น เขายังเปิดช่องสำหรับการเจรจากันต่อไป
ทว่า เมื่อวันอาทิตย์ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า หมดยุคของการประกาศข้อตกลงฝ่ายเดียวแล้ว และอิหร่านเคยเตือนให้อเมริการักษาคำพูด มิฉะนั้นจะต้องชดใช้ผลที่ตามมา และตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องเผชิญความจริงแล้ว
สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า ในวันอาทิตย์ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคกับ อิชฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศตัวกลางไกล่เกลี่ยสำคัญเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับอิหร่าน
นอกจากนั้น อารักชี ยังหารือกับบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ที่โอมานเมื่อวันเสาร์ เกี่ยวกับการร่วมกันจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน แถลงในวันอาทิตย์ว่า ตัวแทนด้านกฎหมายและเทคนิคจากสองประเทศหารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงและปลอดภัยทางทะเล และเห็นพ้องให้หารือด้านการเมืองและเทคนิคกันต่อไปเพื่อบรรลุความตกลงร่วมกัน
อิหร่านเผยบัญชีเป้าหมายที่จะล้างแค้น
การโจมตีตอบโต้ระลอกล่าสุดยังเกิดขึ้นหลังจาก มอจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศแก้แค้นให้บิดาและอดีตผู้นำสูงสุด อาลี คอเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอเมริกาและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม
มอจตาบา ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนนับจากเข้ารับตำแหน่งโดยรวมถึงในพิธีศพของบิดาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุในคำแถลงที่ออกมาเมื่อวันเสาร์ว่า การล้างแค้นเป็นเจตจำนงของอิหร่านซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่ว่าตนหรือเจ้าหน้าที่อิหร่านคนอื่นๆ จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
มอจตาบาสำทับว่า อิหร่านได้จัดทำรายชื่อเป้าหมายในการล้างแค้นไว้แล้ว
คืนวันเสาร์ ฮัมชาห์รี ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แนวอนุรักษนิยมที่จัดพิมพ์โดยหน่วยงานของทางการในเตหะราน ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิกทางออนไลน์ที่มีภาพผู้นำต่างชาติ 13 คน พร้อมถ้อยแถลงของมอจตาบา
ในบรรดาผู้นำทั้ง 13 คนนั้นประกอบด้วยทรัมป์, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล, มาร์โค รูบิโอ และพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ตามลำดับ, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของอังกฤษ, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีฟรีดิช เมร์ซ ของเยอรมนี และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนีของอิตาลี เป็นต้น
ทั้งนี้ ระหว่างสงคราม อิหร่านกล่าวหาชาติยุโรปไม่ยอมประณามการโจมตีของอเมริกาและอิสราเอล อีกทั้งยอมให้กองทัพอเมริกาบินผ่านน่านฟ้าเพื่อโจมตีอิหร่าน
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนมอจตาบาออกแถลงการณ์ ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียลว่า หากอิหร่านพยายามลอบสังหารตน อเมริกาจะทำลายล้างอิหร่านจนไม่เหลือซาก
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)


