ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธ (24 มิ.ย.) ระบุว่าบันทึกความเข้าใจอิหร่าน-สหรัฐฯเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง คือ “การประกาศยอมแพ้ของอเมริกา” พร้อมกันนั้นเขาก็ย้ำเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในการขับไล่กองกำลังต่างชาติที่ทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ถูกกดดันหนักจากภายในประเทศ หลังสภาสูงโหวตเห็นชอบญัตติของสภาล่างให้คณะบริหารยุติสงครามกับเตหะราน
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวในงานประชุมที่อาเซอร์ไบจันวันพุธ (24) ซึ่งมีการแพร่ภาพผ่านสถานีโทรทัศน์ของอิหร่านว่า กรอบข้อตกลงชั่วคราวที่อยู่ในรูปของบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) 14 ข้อว่าด้วยการยุติสงคราม ที่อเมริกากับอิหร่านลงนามในสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีปากีสถานเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยนั้น ไม่ได้เป็นผลจากการกดดันหรือบีบบังคับ แต่เกิดจากการต้านทานและสิทธิอำนาจอันชอบธรรมของอิหร่าน ดังนั้น เอ็มโอยูฉบับนี้ ซึ่งเขาเรียกชื่อว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” จึงถือเป็นการประกาศยอมแพ้ของอเมริกา
กาลิบาฟเสริมว่า ความมั่นคงในตะวันออกกลางควรได้รับการรับประกันโดยประเทศในภูมิภาค และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือ การที่กองกำลังต่างชาติถอนตัวออกจากตะวันออกกลาง เพราะนอกจากไม่ช่วยสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนแล้ว กองกำลังเหล่านั้นยังเป็นต้นเหตุของความไร้เสถียรภาพ
ทั้งนี้ ในปัจจุบันอเมริกามีฐานทัพหลายแห่งในตะวันออกกลาง และประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพเหล่านั้น ต่างตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านเพื่อล้างแค้นที่อเมริกาจับมืออิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคราวนี้เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
กาลิบาฟเพิ่มเติมว่า อิหร่านมองอนาคตของตะวันออกกลางในมุมมองของการปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ใช่การเผชิญหน้า และการอยู่ร่วมกันมากกว่าการทำลายล้าง เห็นกันว่าคำพูดเช่นนี้ของเขาดูเหมือนเป็นการส่งข้อความแสดงความรอมชอมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของเตหะรานในช่วงสงคราม
นอกจากนั้น หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่านยังย้ำว่า สันติภาพในเลบานอนเป็นเสาหลักในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับอเมริกา ทั้งนี้ จนถึงเวลานี้ อิสราเอลยังคงถล่มโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในเลบานอนเรื่อยมา
วุฒิสภาสหรัฐฯคัดค้านทรัมป์
นอกจากถูกอิหร่านเยาะเย้ยแล้ว การทำสงครามในตะวันออกกลางของคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังถูกตำหนิจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งได้ลงมติเมื่อวันอังคาร (23) ด้วยคะแนน 50-48 รับรองญัตติฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยมีเนื้อหาระบุให้ทรัมป์ถอนทหารออกจากสมรภูมิสู้รบกับอิหร่าน เว้นแต่รัฐสภาจะอนุญาตให้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างชัดเจน
แม้ความเคลื่อนไหวคราวนี้ เห็นกันว่ามีผลในทางสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้สำคัญสำหรับทรัมป์ อีกทั้งสะท้อนว่า รัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา มีความไม่พอใจมากขึ้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของสงคราม ซึ่งไม่เพียงทำให้ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของทั่วโลกถูกอิหร่านปิด แต่ยังทำให้ราคาพลังงานในอเมริกาพุ่งแรง เพิ่มความกดดันทางเศรษฐกิจต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กังวลกับภาวะเงินเฟ้ออยู่แล้วในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะเกิดขึ้นในต้นเดือนพ.ย.นี้
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสส์ที่เผยแพร่ในวันอังคาร ยังพบว่า คนอเมริกันแค่ 1 ใน 4 เชื่อว่า การทำสงครามกับอิหร่านคุ้มค่า แถมส่วนใหญ่ยังกังวลว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับเตหะรานอาจไม่ยืนยาว
รูบิโอค้านเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ
ถึงแม้อเมริกากับอิหร่านลงนามในข้อตกลงชั่วคราวซึ่งอยู่ในรูปของเอ็มโอยู 14 ข้อไปแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายมีการแสดงความคิดเห็นในการตีความเนื้อหาของเอ็มโอยูนี้ที่ขัดแย้งกันเรื่อยมา
ในวันอังคาร มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางตระเวนเยือนประเทศต่างๆ ริมอ่าวเปอร์เซีย ได้แถลงว่าเขาจะหารือกับผู้นำเหล่านี้เกี่ยวกับเอ็มโอยูสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมกันนี้เขาย้ำว่า ไม่มีประเทศไหนสามารถเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นน่านน้ำสากลได้ หลังจากก่อนหน้านั้นโอมานและอิหร่านออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะศึกษาแนวทางการจัดการและค่าบริการทางทะเลสำหรับเรือที่แล่นผ่านฮอร์มุซ ทั้งนี้เห็นกันว่า เตหะรานอาจจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่าค่าผ่านทาง ซึ่งสหรัฐฯกำลังคัดค้านหนัก
อย่างไรก็ดี ในวันพุธ ทรัมป์ได้พูดถึงประเด็นนี้ทางสื่อสังคม ทรูธโซเชียล ของเขาว่า “อิหร่านได้แจ้งกับสหรัฐฯว่า ... จะ ‘ไม่มีค่าผ่านทาง ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านประกันภัย และไม่มีค่าธรรมเนียมอย่างอื่นๆ ใดๆ ที่จะถูกเรียกเก็บจากอิหร่าน หรือรับเอาไว้โดยอิหร่าน จากเรือที่เดินทางอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า คำมั่นสัญญานี้จะมีอายุยืนยาวแค่ไหน ทั้งนี้ในเอ็มโอยูบอกเพียงว่า ภายใน 60 วันของช่วงเจรจารายละเอียดกัน อิหร่านจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ และละเอาไว้ไม่พูดถึงว่าหลังจากนั้นแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่
ตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสองฝ่ายพูดขัดแย้งกัน และอาจกลายเป็นอุปสรรคของการเจรจาเพื่อยุติสงครามขั้นสุดท้ายได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเมื่อวันอังคาร ทรัมป์ประกาศว่า เตหะรานตกลงว่า จะยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติเข้าตรวจสอบโดยไม่มีกำหนด ขณะที่อิหร่านยืนกรานว่า ไม่มีแผนดำเนินการดังกล่าว
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)


