(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/why-dropping-indo-pacific-clarifies-the-pentagons-china-strategy/)
Why dropping ‘Indo-Pacific’ clarifies the Pentagon’s China strategy
by Ken Moriyasu
18/06/2026
ด้วยการนำเอาคำว่า “อินโด” ออก ทำให้กองบัญชาการทหารสู้รบหลักขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ กลับมาใช้ชื่อว่า “กองบัญชาการทหารภาคพื้นแปซิฟิก” เหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ วอชิงตันก็กำลังบอกกับอินเดีย, จีน, พวกพันธมิตรอื่นๆ ของอเมริกา, และปากีสถาน อย่างชัดเจนว่าคิดยังไงเกี่ยวกับพวกเขา และต้องการที่จะมีความสัมพันธ์กับพวกเขาเช่นใด
เมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯออกประกาศ [1] ระบุว่า กองบัญชาการทหารภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกสหรัฐฯ (US Indo-Pacific Command หรือ INDOPACOM) จะเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมอย่างเป็นทางการ นั่นคือ กองบัญชาการทหารภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ (US Pacific Command หรือ PACOM)
ความเคลื่อนไหวคราวนี้เป็นการย้อนกลับการตัดสินใจซึ่งกระทำกันในช่วงวาระแรกแห่งการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้เติมคำว่า “อินโด” เข้าไปในชื่อกองบัญชาการทหารสู้รบหลักซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯแห่งนี้
เอเชียไทมส์ได้รายงานเอาไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2018 [2] ว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งแรกครั้งนั้น “เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของอินเดีย รวมทั้งยังเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงการที่อินเดียกลับเข้ามาอยู่ใน ‘จุดเชื่อมโยงสำคัญในเอเชีย’ (Asia Nexus) ของรัฐบาลอเมริกัน”
ถึงแม้นิวเดลีอาจจะประท้วง แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดนี้ก็มีความหมายพอๆ กันในการเป็นสัญญาณของสิ่งตรงกันข้าม กล่าวคือ การที่อินเดียกำลังมีความสำคัญลดน้อยลงทุกทีในในการขบคิดพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ของวอชิงตัน –รวมทั้งเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการถอยออกมาจากความเป็น “จุดเชื่อมโยงสำคัญในเอเชีย” ของรัฐบาลอเมริกัน
อันที่จริงมันมีร่องรอยของเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นกันอยู่แล้ว ในคำปราศรัยของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ณ เวทีประชุมด้านความมั่นคงเอเชีย “แชงกรีลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา [3] อย่างที่มีนักการทูตชาวเอเชียผู้หนึ่งซึ่งเข้าร่วมฟังคำปราศรัยนั้นด้วย ได้กล่าวย้อนทบทวนให้ฟังว่า “อินเดียถูกอ้างอิงอยู่ท้ายสุด”
เฮกเซธ ได้กล่าวยกย่องความพยายามต่างๆ ของเกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไทย, และเวียดนาม ก่อนที่ในตอนท้ายจึงได้หันมาพูดถึงอินเดีย
อินเดียที่แข็งแกร่ง “กำลังกระทำการต่างๆ ในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของพวกเขาเอง” กำลังผลักดันเป้าหมายที่มีอยู่ร่วมกันในการธำรงรักษาดุลแห่งอำนาจของภูมิภาคให้คืบหน้าไป เขากล่าวเช่นนี้ –ซึ่งยากที่จะพูดได้ว่าสมควรเป็นการบรรยายถึงพันธมิตรระดับแกนหลักรายหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่มีการร่วมมือประสานงานกันอยู่
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อคราวนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงการลดความดุเดือดเข้มข้นในการแข่งขันชิงชัย [4] ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งลงมาเลย ตรงกันข้าม มันคือการสร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯกับจีนนั้นจริงๆ แล้วจะสู้กันที่ตรงไหน –และจะไม่สู้กันที่ตรงไหน
การตัดสินใจคราวนี้ ทางฝ่ายอเมริกันถือเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้มีสาระสำคัญหลักๆ อยู่ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ข้อเท็จจริงที่ว่าเพนกาตอนดำเนินความเคลื่อนไหวที่ทรงความสำคัญครั้งนี้โดยที่ไม่ได้มีชนวนเหตุเฉพาะหน้าใดๆ เลย มันจึงเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกำลังส่งข้อความประการหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจและผ่านการขบคิดพิจารณามาอย่างดีแล้ว ซึ่งก็คือ มหาสมุทรอินเดียไม่ได้เป็นใจกลางของการรับมือกับจีน
ข้อความดังกล่าวนี้มุ่งหมายที่จะส่งไปถึงทั้งเหล่าพันธมิตรของวอชิงตันและทั้งปักกิ่งด้วย สิ่งที่มุ่งส่งสัญญาณไปถึงเหล่าพันธมิตรของตนก็คือว่า ในการสู้รบขัดแย้งกับจีนที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้นั้น สหรัฐฯจะรวมศูนย์อยู่ที่ช่องแคบไต้หวัน, การปฏิบัติหลักๆ จะออกมาจากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์
สำหรับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งหมดนั้น บรรดาพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบสำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันตามแบบแผนธรรมดา (นั่นคือ การป้องกันที่ไม่ใช่ทางด้านอาวุธนิวเคลียร์) เกาหลีใต้จะเป็นผู้ป้องปรามเกาหลีเหนือ ยุโรปจะประจันหน้ากับรัสเซีย และมหาสมุทรอินเดียโดยส่วนใหญ่แล้วจะตกอยู่กับอินเดียที่จะต้องเฝ้าระแวดระวังและควบคุม
พิจารณาในเชิงสัญลักษณ์แล้วจะเห็นได้ว่า ในคำปราศรัยแชงกรีลาของเขา เฮกเซธ ไม่ได้มีการอ้างอิงถึง “อินโด-แปซิฟิก” เลย รวมทั้งไม่ได้พูดพาดพิงถึงความพยายามของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ที่จะ “อัปเดต” แนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific) [5] ซึ่งริเริ่มขึ้นมาและผลักดันอย่างแข็งขันโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ที่เป็นพี่เลี้ยงผู้คอยให้คำปรึกษาแนะนำแก่เธอ ดังนั้น ในไม่ช้ามานานญี่ปุ่นอาจจะต้องมีการขบคิดพิจารณากันใหม่ในเรื่องเกี่ยวกับกรอบยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคแถบนี้
สำหรับจีน ข้อความที่ส่งออกมาก็มีความกระจ่างชัดพอๆ กัน กล่าวคือ ในเวลาเกิดวิกฤต สหรัฐฯจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ แก่ช่องแคบไต้หวันเหนือยุทธบริเวณอื่นๆ ทั้งหมด
ประการที่สอง การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า อินเดียกำลังถูกขีดชื่อออกจากการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินหลักที่อาจเกิดได้ ซึ่งสหรัฐฯถือว่ามีความสำคัญระดับสูงที่สุด อันได้แก่ เรื่องไต้หวัน
ในความเห็นของผู้เขียน คาดหมายว่าวอชิงตันนั้นเชื่อว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้สั่งการให้กองทัพปลดแอกประชาชนจีนเตรียมการให้พรักพร้อมสำหรับการเข้ายึดไต้หวันภายในปี 2027 โดยใช้กำลังหากมีความจำเป็น และคณะบริหารทรัมป์ไม่ค่อยมีความอดทนสำหรับพวกที่ลังเลไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหน
ดังนั้น คณะบริหารทรัมป์จึงกำลังให้ความสำคัญลำดับแรกแ แก่พวกพันธมิตรอย่างเช่น เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์ – ผู้ซึ่งปฏิบัติตนเสมือนหนึ่งพวกเขา “ใช้ชีวิตอยู่ที่เส้นแนวหน้า” อย่างที่ เฮกเซธ พูดออกมา ส่วนสำหรับอินเดียนั้นไม่ได้อยู่ในแนวทางเดียวกันนี้ และวอชิงตันก็กำลังเลิกวาดหวังว่าสักวันหนึ่งแดนภารตะจะเข้ามาอยู่ในแนวทางเดียวกันนี้ได้
ประการที่สาม –และก็เป็นประการที่น่าติดตามทำความเข้าใจมากที่สุดด้วย— เมื่อปฏิบัติกับอินเดียเสมือนเป็นหุ้นส่วนปกติธรรมดารายหนึ่ง แทนที่จะถือเป็นชิ้นส่วนตรงกลางซึ่งทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ชิ้นส่วนหนึ่งแล้ว วอชิงตันก็มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลในการติดต่อทำความตกลงอะไรกับปากีสถาน ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของอินเดีย
ทรัมป์นั้นได้หันไปอาศัย จอมพลอาซิม มูนีร์ (Field Marshal Asim Munir) ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ให้เป็นช่องทางหลังบ้านสำคัญช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารกับเตหะราน โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้พึ่งพา มูนีร์ ในการปลดชนวนวิกฤตอินเดีย-ปากีสถานปี 2025 มาแล้ว รวมทั้งได้เชื้อเชิญเขาให้เข้าร่วมการหารือเพื่อขยายข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) อีกด้วย
(ข้อตกลงอับราฮัม Abraham Accords เป็นชุดของข้อตกลงซึ่งทำให้เกิดการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นปกติทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับพวกชาติอาหรับตลอดจนชาติมุสลิมรายสำคัญ โดยมีสหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Abraham_Accords)
ปากีสถานมีความสำคัญ ไม่ใช่สืบเนื่องจากอินเดีย แต่เป็นเพราะตำแหน่งแห่งที่ของปากีสถานในการเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญยิ่งยวด ในดินแดนทางฟากตะวันตกของประเทศจีน
ระยะเวลาราว 15 ปีที่ผ่านมา จีนได้พยายามลดการพึ่งพาอาศัยเส้นทางการขนส่งทางทะเลในการลำเลียงพลังงานของตน ซึ่งต้องผ่านจุดคอขวดในมหาสมุทรอินเดียหลายจุด เป็นต้นว่า ช่องแคบมะละกา และช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังปรับเปลี่ยนมาใช้พวกท่อสายส่งภาคพื้นดินซึ่งสร้างพาดผ่านภูมิภาคเอเชียกลางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อรับมือกับการที่จีนหันมาให้น้ำหนักความสำคัญอย่างยิ่งแก่อาณาบริเวณยูเรเชียเช่นนี้ ปากีสถานนั่นแหละ –หาใช่อินเดียไม่—ที่ผงาดขึ้นมาในฐานะเป็นหุ้นส่วนซึ่งสหรัฐฯสมควรติดต่อสานความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
การหวนกลับไปใช้ชื่อ กองบัญชาการทหารภาคพื้นแปซิฟิก (PACOM) ของสหรัฐฯ คือการสะท้อนถึงความเป็นจริงทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ มันเป็นการตระหนักยอมรับรู้ว่าความชัดเจนต่างหาก ไม่ใช่ความกว้างขวางครอบคลุมทางภูมิศาสตร์ หรือการจับมือเป็นพันธมิตรที่อิงอยู่กับค่านิยมที่คลุมเครือเลย จะเป็นสิ่งที่นิยามจำกัดความว่าสหรัฐฯจะเข้าแข่งขันชิงชัยกับจีนอย่างไร และมันก็เป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกต้องด้วย
เคน โมริยาสุ อดีตผู้สื่อข่าวของ นิกเคอิ (Nikkei) หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสอยู่ที่สถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) องค์การคลังสมองแนวทางอนุรักษนิยม ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี
เชิงอรรถ
[1] https://www.pacom.mil/Media/Press-Releases-and-Readouts/Article/4519249/department-of-war-restores-us-pacific-command-designation/
[2] https://asiatimes.com/2018/06/renaming-the-us-pacific-command-why-indo-pacific/
[3] https://www.war.gov/News/Speeches/Speech/Article/4504755/remarks-by-secretary-of-war-pete-hegseth-at-the-2026-shangri-la-dialogue-in-sin/
[4] https://foreignpolicy.com/2026/06/17/indo-pacific-strategy-trump-military-command-indopacom-pacom/?utm_content=gifting&tpcc=gifting_article&gifting_article=aW5kby1wYWNpZmljLXN0cmF0ZWd5LXRydW1wLW1pbGl0YXJ5LWNvbW1hbmQtaW5kb3BhY29tLXBhY29t&pid=CW277304
[5] https://japan.kantei.go.jp/105/speech/202605/02fpspeech.html


