xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์กลับลำผนึกจี7บีบรัสเซียยุติสงคราม ด้านยูเครนโชว์ผลงานส่งโดรนถล่มมอสโก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หญิงผู้หนึ่งเดินอยู่บริเวณด้านนอกของช็อปปิ้งมอลล์ ขณะควันดำโขมงลอยขึ้นมาจากพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันมอสโก ทางชานเมืองด้านใต้-ตะวันออกของกรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซีย จากฝีมือการโจมตีของฝูงโดรนยูเครน เมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.)
ที่ประชุมซัมมิตผู้นำกลุ่มจี7 ผนึกกำลังกดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครนอีกครั้ง หลังทรัมป์กลับลำล่าสุดยอมหันมาใช้ไม้แข็งกับมอสโกอีกครั้ง แถมแสดงท่าทียอมรับเซเลนสกี้มากขึ้น ทางด้านยูเครนเร่งแสดงผลงานในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) เปิดฉากโจมตีกรุงมอสโกด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งรวมถึงถล่มโรงกลั่นน้ำมันสำคัญแห่งหนึ่ง การโจมตีนี้ยังเกิดขึ้นขณะที่ปูตินเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกับอาเซียน

การประชุมสุดยอดกลุ่ม 7 ชาติอุตสาหกรรมใหญ่ฝ่ายตะวันตก (จี7) ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเอวิยอง เลส์ แบงส์ของฝรั่งเศสเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ (15) ถึงวันพุธ (17) นอกจากพุ่งความสนใจไปที่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งลงนามกับผู้นำเตหะรานแล้ว อีกเรื่องหนึ่งซึ่งได้รับความสำคัญเช่นกันแม้จะอยู่ในระดับรองลงมา ได้แก่การกดดันให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน

หลังเสร็จการประชุมในวันพุธ บรรดาผู้นำจี7 ออกคำแถลงระบุว่า จะมีการจัดส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครนเพิ่มเติม และออกใบอนุญาตให้บริษัทที่ตั้งอยู่ในยูเครนผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลและระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ผู้นำจี7 ยังเห็นพ้องเพิ่มความกดดันต่อเศรษฐกิจรัสเซียด้วยการยกระดับมาตรการแซงก์ชัน ซึ่งรวมถึงการพยายามปิดกั้นรายได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลของมอสโก

ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมคราวนี้ ชี้ว่า แนวทางของอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลดีกับยูเครนอย่างชัดเจน และเสริมว่า ทรัมป์ตระหนักแล้วว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ไม่สนใจสันติภาพ

ตลอดการประชุมนี้ ทรัมป์แสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อมอสโกมากขึ้น โดยระบุว่า รัสเซียต้องพยายามทำข้อตกลง พร้อมแสดงให้เห็นว่า หมดความอดทนกับจำนวนผู้เสียชีวิตของทั้งสองฝั่ง และสำทับว่าขณะนี้ รัสเซียสูญเสียทหารมากกว่ายูเครน

ระหว่างการแถลงข่าวรอบสุดท้าย ทรัมป์ยังพูดถึงการพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ซึ่งได้รับเชิญเป็นแขกเข้าร่วมการประชุมที่เอวิยองในคราวนี้ด้วย ตลอดจนการพูดคุยกับปูตินทางโทรศัพท์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเขาบอกว่า ทั้งคู่ต่างทราบว่า ต้องทำบางอย่างแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

คำแถลงร่วมของจี7 และการแสดงความคิดเห็นจากบรรดาผู้นำ ต่างบ่งชี้ว่า ทรัมป์เปิดรับเซเลนสกี้มากขึ้น หลังจากที่เคยเคลือบแคลงสงสัยมาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะเห็นมอสโกถูกบีบให้ร่วมเจรจาสันติภาพยังขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่คาดเดาได้ยาก

กระนั้น เซเลนสกี้และชาติพันธมิตร ก็ดูมีกำลังใจมากขึ้น จากการตั้งความหวังโน้มน้าวให้ทรัมป์ยอมรับว่า การโจมตีโต้กลับของยูเครนเวลานี้เริ่มส่งผลเป็นที่น่าพอใจ และรัสเซียไม่อยู่ในสถานะที่สามารถกำหนดเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพได้อีกต่อไป

ยูเครนส่งฝูงโดรนป่วนมอสโกครั่งใหญ่สุด

ในวันพฤหัสฯ (18 มิ.ย.) ยูเครนยังเปิดฉากโจมตีมอสโกด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟไหม้หลายแห่งรอบเมืองหลวงของรัสเซีย รวมทั้งยังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ชานมอสโก

การโจมตีนี้ยังเกิดขึ้นขณะที่ปูตินเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซาน ห่างจากมอสโกทางตะวันออกราว 700 กม.

สำนักข่าวทาสส์ของทางการรัสเซียระบุว่า นี่เป็นการโจมตีมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 2 ปี และเป็นครั้งที่ 2 ที่เคียฟโจมตีใหญ่ระหว่างที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ โดยครั้งก่อนหน้านี้คือการโจมตีที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กขณะที่การประชุมด้านเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้นใกล้เมืองดังกล่าว

รายงานระบุว่า สนามบินทั้งหมดในมอสโกปิดทำการนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้เที่ยวบินนับร้อยล่าช้า และสนามบินเชเรเมเตียโวซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ประกาศอพยพผู้โดยสารไปยังสถานที่ปลอดภัย ก่อนเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเวลา 11.00 น.

เซียร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีมอสโก เผยว่า โดรนยูเครนหลายลำบุกถึงโรงกลั่นน้ำมันมอสโก แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดความเสียหาย และเจ้าหน้าที่สั่งปิดการจราจรโดยรอบโรงกลั่นดังกล่าว โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงโดรนที่มุ่งหน้าสู่มอสโกร่วงราว 180 ลำ และกระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า สกัดโดรนยูเครนที่รุกล้ำน่านฟ้าทั่วประเทศกว่า 500 ลำเมื่อคืนวันพุธ

อันเดร โวโรบิเยฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโก แถลงว่า โดรนอีกลำพุ่งชนอพาร์ตเมนต์หลังหนึ่งในเขตซูคอฟสกี้ และห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใกล้ชานกรุงมอสโกถูกเศษซากโดรนร่วงใส่ทำให้ไฟไหม้

(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)