xs
xsm
sm
md
lg

เตรียมใช้น้ำมันถูก!ไออีเอคาดปีหน้าอุปทานโลกล้นตลาด หากสหรัฐฯ-อิหร่านยึดถือข้อตกลงยุติสงคราม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ภาวะอุปทานล้นตลาดจะเกิดขึ้นในปีหน้า ถ้าข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางได้รับการยึดถือ จากการคาดเดาของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(ไออีเอ) เมื่อวันพุธ(17มิ.ย.) เนื่องจากกำลังผลิตเพิ่มสูงขึ้น ตามหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านสิ้นสุดลง

ในรายงานประจำเดือนไออีเอเกี่ยวกับตลาดน้ำมันครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เผยแพร่มุมมองที่มีต่อสภาพการณ์ของตลาด หลังสหรัฐฯและอิหร่านเตรียมลงนามในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวในวันศุกร์(19มิ.ย.) ที่จะขยายเวลาการหยุดยิงในปัจจุบัน ออกไปอีก 60 วัน

พวกนักวิเคราะห์ของไออีเอ มองว่ากระแสน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะฟื้นตัวกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆเริ่มฟื้นฟูบ่อน้ำมันทั้งหลายที่ถูกปิดไปนานหลายเดือน จากนั้นการผลิตจะเพิ่มขึ้นราวๆ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 110 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า สวนทางกับอุปสงค์น้ำมันโลก ที่เชื่อว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สถานการณ์ดังกล่าวจะก่ออุปทานส่วนเกินปริมาณมาก ที่อาจเป็นการช่วยบรรเทาความเครียดให้กับตลาดได้เป็นอย่างดีและเป็นโอกาสที่จะเติมเต็มคลังสำรองที่ร่อยหรอลงไป หรือสร้างคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ไออีเอเน้นว่าสต๊อกน้ำมันในบรรดาชาติองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เวลานี้ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1990

ประเทศต่างๆ อย่างเช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถอนตัวออกจากโอเปกระหว่างวิกฤต เตรียมยกระดับการผลิต ส่วนซาอุดีอาระเบียบอกว่าสามาถกลับสู่ระดับการผลิตในช่วงก่อนสงคราม ได้ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ขณะที่สหรัฐฯ บราซิลและเวเนซุเอลา ต่างเพิ่มกำลังผลิตในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในความเคลื่อนไหวตอบสนองต่อสงครามในตะวันออกกลาง

แม้ว่าการฟื้นตัวจากวิกฤตจะยังไม่เริ่มต้นอย่างรวดเร็ว แต่พวกเทรดเดอร์น้ำมันพากันเทขายออกมาอย่างหนัก นับตั้งแต่ข้อตกลงชั่วคราวถูกแถลงออกมาเมื่อวันอาทิตย์(14มิ.ย.) ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักในวันพุธ(17มิ.ย.)

ฟาตีห์ ไบรอล ซีอีโอของไออีเอ เคยให้คำจำกัดความภาวะออยล์ช็อคจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ว่าเป็นวิกฤตทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยตามหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางส่งออกพลังงานที่สำคัญ ได้ทำให้น้ำมันหายไปจากตลาด มากกว่าครั้งที่เกิดภาวะออยล์ช็อคช่วงทศวรรษ 1970 และครั้งที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 รวมกัน ถึง 2 เท่า

แม้สูญเสียอุปทานไป แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไม่เคยพุ่งไปเฉียดใกล้ระดับ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถิติสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำเอาไว้ในปี 2008 เนื่องจากบ่อยครั้งที่สหรัฐฯพูดถึงความหวังเกี่ยวกับการผ่าทางตันในการเจรจา ขณะเดียวกันสต็อกฉุกเฉินก็ได้ช่วยพยุงตลาด และประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชีย ก็ปรับลดการจัดซื้อเป็นอย่างมาก

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศเน้นว่าราคาน้ำมันได้ขยับลงมาระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุุนายน เนื่องจากนักลงทุนชะรอดูความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่จีนและญี่ปุ่นลดการจัดซื้อรวมกันถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

จีน เลือกที่จะระบายคลังสำรองน้ำมันแทนที่จะนำเข้าน้ำมัน แต่ขณะเดียวกันไออีเอยังบอกด้วยว่าอุปสงค์น้ำมันดิบของประเทศแห่งนี้ ก็ลดลงราวๆ 1.3 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน และลดลงเพิ่มเติมอีก 820,000 บาร์เรลในเดือนพฤษภาคม "การชะลอตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้จีนเข้าใกล้การเป็นศูนย์กลางของการทำลายอุปสงค์โลก" รายงานระบุ

รายงานระบุต่อว่า พบหลักฐานว่าการหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าในจำนวนมหาศาลของจีน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน ข้อมูลของรัฐบาลพบว่ามีการชาร์จไฟบนทางหลวงระหว่างวันหยุดยาว 5 วันในเดือนพฤษาภาคม เพิ่มขึ้นถึง 55.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เทียบเท่าการลดลงของอุปสงค์น้ำมันบนท้องถนน 400,000 บาร์เรลต่อวัน

ในรายงานของไออีเอ ปิดท้ายว่า ความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนเชื้อเพลิงเครื่องบินได้ผ่อนคลายลงไปแล้ว หลังจากโรงกลั่นต่างๆได้เพิ่มกำลังการผลิตสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

(ที่มา:ไฟแนนเชียลไทม์ส)