(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/trump-has-backed-away-from-renewed-war-with-iran-heres-why/)
Trump has backed away from renewed war with Iran – here’s why
by Andreas Krieg
12/06/2026
การที่สหรัฐฯจะหวนกลับคืนไปทำสงครามอย่างเต็มขั้น ดูแทบจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จใดๆ ขึ้นมา เหตุผลของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าระบอบปกครองอิหร่านไม่ได้เป็นรัฐตามแบบแผนปกติ ซึ่งสามารถโค่นล้มลงได้โดยอาศัยกำลังยิงที่เหนือล้ำกว่าอย่างท่วมท้น ระบอบปกครองนี้ซึ่งเวลานี้ สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ดีที่สุด เมื่อมองว่ามันคือกองกำลังอาวุธท้องถิ่นที่มีรัฐหนุนหลัง
สหรัฐฯกับอิหร่านต่างถอยหลังกลับจากขอบเหวของการหวนคืนสู่สงครามแบบเต็มพิกัด เมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิถุนายน) ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่ากองทัพสหรัฐฯจะดำเนินการถล่มเล่นงานอิหร่านต่ออีก ซึ่งจะเป็นคืนที่สามติดต่อกัน ประธานาธิบดีอเมริกันผู้นี้ก็ได้แถลงระงับการโจมตีนี้เอาไว้ก่อน โดยที่ก่อนหน้านั้น ฝ่ายทหารของอิหร่านประกาศว่า สหรัฐฯจะ “ถูกตอบโต้อย่างสาหัสร้ายแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมา” ถ้าหากเดินหน้ากระทำตามที่ข่มขู่เอาไว้
ทรัมป์อ้างว่าที่ยกเลิกการโจมตีคราวนี้เป็นเพราะการเจรจากันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านมีความคืบหน้าอย่างสำคัญ ในคำแถลงที่โพสต์ทางโซเชียลมีเดีย ทรัมป์บอกว่า [1] “การเจรจากันและประเด็นสรุปสุดท้ายต่างๆ ทั้งในทางแนวความคิดและในการลงรายละเอียดอย่างมากมายนั้น ได้รับการรับรองเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว” ต่อมาเขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า [2] ดีลนี้มีกำหนดจะลงนามกันได้ “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เท่าที่ผ่านมามีอยู่หลายครั้งแล้วซึ่งทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านกำลังจะเกิดขึ้นได้รอมร่อ แต่แล้วก็ไม่ได้มีการเซ็นชื่อกันจริงๆ เสียที สำหรับคราวนี้ทางฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาระบุ [3] ว่า เรื่องที่พูดกันว่ากำลังบรรลุข้อตกลงกันได้นั้นเป็นเพียงการคาดเดากะเก็ง พร้อมกับยืนยันว่า “ยังไม่ใช่ตกลงกันได้ในขั้นสุดท้าย”
และกระทั่งว่าถ้าหากมีการเซ็นอะไรกันจริงๆ ขึ้นมา ข้อตกลงที่ทรัมป์กำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็ยังคงห่างไกลเหลือเกินจากการเป็นดีลสันติภาพขั้นสุดท้าย โดยมันยังคงปรากฏอยู่ในรูปของบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding หรือ MOU) ฉบับหนึ่ง ซึ่งกำหนดกรอบโครงสำหรับให้ประเทศทั้งสองพูดจากันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ยังแก้ไขคลี่คลายไม่ได้กันต่อไป โดยนี่รวมไปถึงเรื่องขีดความสามารถด้านขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) ของอิหร่าน และโครงการด้านนิวเคลียร์ของเตหะราน
แทนที่จะเป็นเพราะความคืบหน้าทางการทูตตามที่เขากล่าวอ้าง บางทีสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นซึ่งสามารถโน้มน้าวทรัมป์ให้ยอมถอยออกมาจากการหวนทำสงครามอยางเต็มขั้นกับอิหร่านอีกครั้งหนึ่ง ก็คือข้อพิจารณาง่ายๆ ธรรมดาๆ ที่ว่า การกลับเข้าสู่การสู้รบขัดแย้งนั้น จะไม่เป็นผลประโยชน์อะไรสำหรับสหรัฐฯเลย
ดังที่นักยุทธศาสตร์การทหารชื่อก้องชาวปรัสเซีย คาร์ล ฟอน เคลาเซวิตซ์ (Carl von Clausewitz) ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือปี 1832 เรื่อง “On War” (ว่าด้วยสงคราม) [4] ของเขา สงครามนั้นคือการต่อเนื่องของการเมืองที่อยู่ในรูปแบบอื่นๆ จากข้อสรุปเช่นนี้ เราจะสามารถอ้างความถูกต้องชอบธรรมให้แก่ค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลของสงครามได้ ก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ระบุออกมาได้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีลู่ทางอย่างสมเหตุสมผลที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางการเมืองดังกล่าว
เมื่อนำเอามาตรฐานข้อนี้มาเป็นเกณฑ์วัดแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะสนับสนุนให้สหรัฐฯหวนกลับคืนไปทำสงครามกับอิหร่านอีก ความยากลำบากเริ่มต้นกันตั้งแต่ที่มันไม่ได้มีแผนการซึ่งพอมองเห็นได้ใดๆ เลยในวอชิงตัน ทรัมป์ไม่ได้มีการแจกแจงให้เห็นยุทธศาสตร์ใดๆ ตลอดจนคำอธิบายจำกัดความเกี่ยวกับชัยชนะที่ต้องการได้รับใดๆ เลย นอกหนือจากความมุ่งมาดปรารถนาอย่างคลุมเครือที่ว่าต้องการขัดขวางอิหร่านไม่ให้สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
เขาถูกดึงเข้าสู่การทำสงครามคราวนี้สืบเนื่องจากข่าวกรองเกี่ยวกับความอ่อนแอง่อนแง่นของระบอบปกครองในเตหะราน --ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นข่าวกรองที่ผิดพลาด— และจากฉากทัศน์การสมมุติสถานการณ์ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปของสหรัฐฯ รวมทั้งเป็นการอ้างอิงถึงสถานการณ์ซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้นมาจริงๆ ฉากทัศน์เหล่านี้เสนอแนะว่าการปฏิบัติการ “ตัดหัว” กำจัดคณะผู้นำอิหร่าน จะนำไปสู่การล้มครืนอย่างฉับพลันของระบอบปกครองนี้ และเกิดการลุกฮือขึ้นมาของประชาชน ซึ่งจะนำพาประเทศนี้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย
ขณะเดียวกัน การกลับคืนไปทำสงครามอย่างเต็มขั้น ยังดูแทบจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จใดๆ ขึ้นมาอีกด้วย เหตุผลของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าระบอบปกครองอิหร่านไม่ได้เป็นรัฐตามแบบแผนปกติ ซึ่งสามารถโค่นล้มลงได้โดยอาศัยกำลังยิงที่เหนือล้ำกว่าอย่างท่วมท้น ระบอบปกครองนี้ซึ่งเวลานี้ถูกครอบงำโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ดีที่สุด เมื่อมองว่ามันคือกองกำลังอาวุธท้องถิ่นที่มีรัฐหนุนหลัง [5]
อิหร่านเวลานี้กำลังปฏิบัติการผ่านเครือข่ายของกองกำลังอาวุธที่มีลักษณะกระจัดกระจายออกไปทั่วประเทศ ทว่าครอบคลุมครบถ้วนทั้งกองกำลังทางอากาศ, ทางบก, และทางทะเล โดยที่เครือข่ายเช่นนี้ได้รับการออกแบบวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ต้นๆ เพื่อเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจในลักษณะอสมมาตร (asymmetric instrument of power) ซึ่งเมื่อต่อกรกับแรงกดดันทางทหารแบบรวมศูนย์ ที่เป็นขีดความสามารถโดดเด่นที่สุดของกองทัพแบบกองทัพสหรัฐฯแล้ว มันจะมีศักยภาพในการดูดซับ และการกระจายแรงกดดันดังกล่าว รวมทั้งมีความสามารถที่จะดำรงคงอยู่ได้อย่างยืนยาวกว่าข้าศึก
การถล่มทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าเมื่อตอนต้นๆ ของสงครามครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของระบอบปกครองนี้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับทำให้ระบอบปกครองนี้มีการผนึกกำลังกันได้มากขึ้น และอยู่ในสภาพที่มีการเชื่อมโยงผูกพันกันตลอดจนมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตรงกันข้ามกับระบอบปกครองอยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่านที่ถูกสังหารจากการถล่มโจมตีในวันแรกที่สหรัฐฯกับอิสราเอลระเบิดศึกโจมตีอิหร่านครั้งนี้ ซึ่งมีท่าทีระแวดระวังมากกว่า และมีความโน้มเอียงที่จะเฝ้ารอดูจากนั้นจึงค่อยมีการโต้ตอบ ระบอบปกครองใหม่ของอิหร่านปัจจุบัน กลับแสดงให้เห็นท่าทีกล้ายืนหยัดและตอบโต้เชิงรุก
เวลานี้ระบอบปกครองใหม่ของอิหร่านกำลังตอบโต้เอาคืนการโจมตีของสหรัฐฯและอิสราเอลอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง รวมทั้งทำท่าพร้อมเป็นฝ่ายทำให้สถานการณ์บานปลายขยายตัวอีกด้วย ตัวอย่างเช่นในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา อิหร่านได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธระลอกใหม่ [6[ เข้าใส่อิสราเอล เพื่อเป็นการประท้วงเรื่องที่อิสราเอลกำลังยกระดับขยายการรณรงค์ทำศึกในเลบานอน
ค่าใช้จ่ายของสงคราม
อิหร่านยังมีความสามารถในการรักษาศักยภาพแห่งการบังคับให้ทุกๆ คนทุกๆ ฝ่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายชนิดที่อดทนแบกรับกันไม่ไหว ขณะเดียวกับที่มีความสามารถในการประคับประคองให้ตนเองแบกรับความเจ็บปวดได้อย่างสูงลิ่วต่อไป ทั้งนี้ ถ้าหากสงครามเต็มพิกัดหวนกลับคืนมาอีก มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงเอามากๆ ที่อิหร่านจะมีความเคลื่อนไหวเพื่อปิดช่องแคบบับ อัล-มันดับ (Bab al-Mandab) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างเยเมนกับจงอยแอฟริกัน (Horn of Africa) ด้วยการปลุกระดมพันธมิตรของตน ซึ่งก็คือ กลุ่มฮูตี (Houthis) กลุ่มกบฎที่สามารถยึดครองดินแดนเยเมนเอาไว้ได้บางส่วน
ที่จริงแล้ว ภัยคุกคามเช่นนี้เป็นสิ่งที่ได้ถูกนำมาพิจารณากันอยู่แล้ว [7] ด้วยซ้ำ พวกฮูตีนั้นได้หยุดพักการโจมตีเส้นทางขนส่งทางเรือในภูมิภาคแถบนี้ไปภายหลังมีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาในเดือนตุลาคม 2025 แต่ก็ได้เตือนเอาไว้ว่าจะกลับมาโจมตีใหม่ถ้าสงครามอิหร่านเกิดการบานปลายขยายตัว ช่องแคบบับ เดล-มันดับ นั้นทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งหลักของน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบีย ในเวลาที่ต้องการหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ [8] รวมทั้งกลายเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าทางทะเลจำนวนมากในแถบอ่าวเปอร์เซีย ในเมื่อเวลานี้ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังถูกปิดอยู่ได้
อิหร่านยังน่าที่จะรื้อฟื้นการโจมตีโดยตรงใส่พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียทั้งหลายขึ้นมาอีก แถมยังน่าจะกระทำในขนาดขอบเขตและความดุเดือดเข้มข้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย ซึ่งอาจทำให้วิกฤตพลังงานของโลกที่หนักหน่วงสาหัสอยู่แล้วทรุดหนักถึงขั้นกลายเป็นอะไรที่เลวร้ายไกลกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ บางทีแรงกระทบที่อาจส่งผลสืบเนื่องอย่างยาวไกลที่สุดถ้าหากกลับไปเปิดสงครามเต็มพิกัดขึ้นอีกคำรบหนึ่ง น่าจะเป็นลู่ทางความเป็นไปได้ที่ว่า มันจะทำให้สหรัฐฯต้องสูญเสียหุ้นส่วนในอ่าวเปอร์เซียซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งของตนไป
การที่อิหร่านโจมตีใส่สถานที่ตั้งของฝ่ายอเมริกันในภูมิภาคนี้ทุกๆ ครั้ง คือการเน้นย้ำให้พวกระบอบราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียทั้งหลายได้ตระหนักถึงบทเรียนประการหนึ่งซึ่งพวกเขามีความโน้มเอียงที่จะยอมรับเป็นข้อสรุปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ [9] ซึ่งก็คือการมีฐานทัพอเมริกันตั้งอยู่บนดินแดนของพวกเขา เป็นการทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าหมาย มากกว่าทำให้พวกเขาได้รับความคุ้มครอง
เมื่อเผชิญหน้ากับการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ [10] และพรรครีพับลิกันของเขาก็มีหวังต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายนนี้ [11] ทรัมป์จึงกำลังยึดมั่นอยู่กับความวาดหวังที่ว่าเขาจะสามารถกดดันอิหร่านให้ยอมทำข้อตกลงด้วย อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ยุทธศาสตร์เช่นนี้จะประสบความสำเร็จนั้นดูจะเบาบางเต็มที
แอนเดรียส เคร็ก เป็นรองศาสตราจารย์ในภาควิชากลาโหมศึกษา (Defence Studies) มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London), สหราชอาณาจักร และเป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันตะวันออกกลางศึกษา (Institute of Middle Eastern Studies) เขาเคยพำนักอาศัย, ศึกษา, และทำงานอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นเวลากว่า 10 ปี
ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/trump-has-backed-away-from-renewed-war-with-iran-heres-why-285026
เชิงอรรถ
[1] https://truthsocial.com/@realDonaldTrump/posts/116732652997120164
[2] https://www.bbc.co.uk/news/articles/c78y6w78828o
[3] https://www.dw.com/en/trump-claims-iran-deal-close-tehran-says-nothing-finalized/live-77498305
[4] https://press.princeton.edu/books/paperback/9780691018546/on-war?srsltid=AfmBOopczMhM-owZ5KRmmoaoJiOkRlLJFKCMPMmYHlCALQgVdFfeNPFg
[5] https://dawnmena.org/america-is-bogged-down-against-a-militia-with-a-state/
[6] https://theconversation.com/irans-attacks-on-israel-were-an-attempt-to-shape-the-region-on-its-own-terms-and-it-might-just-do-so-284742
[7] https://www.euronews.com/2026/06/08/houthis-join-iran-war-fight-threatening-red-sea-shipping-amid-hormuz-closure
[8] https://theconversation.com/what-alternatives-do-gulf-states-have-to-the-strait-of-hormuz-281805
[9] https://www.foreignaffairs.com/iran/new-order-gulf
[10] https://openknowledge.worldbank.org/server/api/core/bitstreams/5740355b-6f22-4c1f-a21f-015d5ff2192f/content
[11] https://www.thetimes.com/us/news-today/article/who-win-midterm-elections-2026-polls-predictions-odds-c8d9qnbk5


