กัมพูชาอาจได้เห็นประชากรราวๆอีก 1.1 ล้านคน ดำดิ่งสู่ความยากจน ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ตามคำเตือนของเวิลด์แบงก์เมื่อวันอังคาร(9มิ.ย.) พร้อมกับคาดหมายเศรษฐกิจชะลอตัวลงและเร่งเร้าให้ดำเนินการรับมือปัญหาประชากรสูงวัย
ในรายงานอัปเดทเกี่ยวกับเศรษฐกิจกัมพูชา ชาติที่มีประชากรประมาณ 17.8 ล้านคน ทางเวิลด์แบงก์ระบุว่าการที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นถึง 60% อาจทำให้อัตราคนยากจนของประเทศเพิ่มขึ้นอีกว่า 6% ในขณะที่ค่าขนส่งและค่าการผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและผลักให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันและการบริการต่างๆเพิ่มสูงขึ้น
คำเตือนนี้มีขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญแรงกดดันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง ยอดส่งเงินกลับประเทศที่หดหายอย่างมากและอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ มีการปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือแค่ 3.6% ผลจากการที่ครัวเรือนทั้งหลายปรับลดการใช้จ่าย ขณะที่ธุจกิจทั้งหลายต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกเหนือจากภาวะช็อคทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่กำลังก่อความเสี่ยงๆต่างๆอย่างทันทีทันใดแล้ว เวิลด์แบงก์ยังเอ่ยปากเตือนกัมพูชาด้วยว่า ยังมีความท้าทายใหญ่หลวงรออยู่เบื้องหน้า
ประชากรวัยทำงานของกัมพูชาคาดหมายว่าจะพีคสุดราวๆปี 2043 ทำให้ประเทศแห่งนี้มีเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษในการเพิ่มผลผลิต เสริมสร้างทุนมนุษย์และสร้างงาน ก่อนที่ประชากรจะเข้าสู่วัยชรา ซึ่งจะเริ่มก่อแรงกดดันใหญ่หลวงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
"ดังนั้น ความท้าทายเชิงนโยบายจึงเพิ่มขึ้น 2 เท่า" รายงานของเวิลด์แบงก์ระบุ พร้อมเรียกร้องกัมพูชาให้ปกป้องเหล่าครอบครัวที่อ่อนแอจากความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว หลังจากผลประโยชน์ด้านประชากรเริ่มลดลง
รายงานระบุว่าภาวะช็อคทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดหนหนึ่งที่เกิดขึ้นกับกัมพูชา มีขึ้นหลังจากแรงงานต่างด้าวกัมพูชาเกือบ 1 ล้านคน เดินทางกลับจากไทย ตามหลังความตึงเครียดเกี่ยวกับชายแดนในปี 2025 เป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่เงินส่งกลับบ้านโดยญาติๆที่ทำงานอยู่ในต่างแดน เป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับครอบครัวจำนวนมากในพื้นที่ชนบท ช่วยจ่ายค่าเทอมเด็กๆ ใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล จ่ายหนี้และจับจ่ายซื้อหาอาหารในชีวิตประจำวัน
แหล่งเงินทุนนี้อ่อนแอลงอย่างมากแล้ว จากข้อมูลของเวิลด์แบงก์พบว่ากระแสนเงินส่งกลับประเทศรายปี เหลืออยู่แค่ระดับ 3.6% ของจีดีพีในปี 2025 ลดลงจากปีละราวๆ 6% ของจีดีพี ในช่วงระหว่างปี 2019 ถึง 2024 เงินส่งกลับประเทศที่น้อยลง เท่ากับเป็นการลดอำนาจในการใช้จ่ายของชุมชนต่างๆจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดทั้งหลายที่การทำงานในต่างประเทศกลายเป็นเสาหลักในการอยู่รอดของครอบครัว
แรงกดดันดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง อันเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทางเวิลด์แบงก์เตือนว่าภาระที่แท้จริงจากราคาพลังงานที่พุ่งทะยาน มีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง เพิ่มต้นทุนการขนส่งสินค้า ดำเนินธุรกิจและผลิตอาหาร บ่อยครั้งที่ต้นทุนเหล่านั้นถูกส่งผ่านไปยังบรรดาผู้บริโภค สำหรับครัวเรือนทั้งหลายที่เผชิญรายได้ลดลงและต้นทุนค่าครองชีพที่สูงอยู่ก่อนแล้ว มันอาจทำให้การซื้อข้าวของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับหลายครัวเรือนที่ประสบปัญหารายได้ลดลงและค่าคครองชีพที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นอาจยิ่งทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพของพวกเขาลดลงไปอีก รายงานระบุ
ในรายงานระบุว่าเกษตรกรเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด ราคาเชื้อเพลิง ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง คิดเป็นสัดส่วนในระดับสูงของต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเสี่ยงอาจทำให้ผลกำไรลดลงไปอีก ทำรายได้ของผู้คนในชนบทลดลงและเพิ่มแรงกดดันต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ที่มีแทบไม่มีเงินเก็บเลย
(ที่มา:แคมโบเดียเนสส์)


