xs
xsm
sm
md
lg

9ปท.ทั่วโลกลุยเพิ่มงบคลังแสงนิวเคลียร์ นักวิจัยหวั่นAIทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการใช้‘นุก’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


(ภาพจากแฟ้ม) แบบจำลองของระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ (ระเบิดไฮโดรเจน) AN-602 ยุคสหภาพโซเวียต ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า “ระเบิดซาร์” (Tsar Bomb) ที่เป็นอาวุธนิวเคลียร์ทรงพลัวที่สุดเท่าที่เคยผลิตและทำการทดสอบกันมา ตั้งแสดงอยู่ที่ศาลาอะตอม อันเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์นิทรรศการแห่งรัสเซีย ในกรุงมอสโก ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2023
ทั่วโลกทุ่มงบประมาณใช้จ่ายด้านอาวุธนิวเคลียร์พุ่งสูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ในรอบปีที่แล้ว ขณะเดียวกับที่พวกประเทศซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง มีการโยกย้ายหัวรบ “นุก” จากคลังเก็บเข้ามาประจำการอยู่ที่ระบบยิงอาวุธ กันเพิ่มมากขึ้น พวกผู้เชี่ยวชาญระบุในวันอังคาร (9 มิ.ย.)

พวกรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในปัจจุบันทั้ง 9 รัฐ ใช้จ่ายในเรื่องคลังแสงนุกของพวกเขา รวมกันเป็นจำนวนเกือบๆ 119,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงขึ้น 19% จากปี 2024 ตามรายงานของกลุ่มรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons หรือ ICAN) พร้อมกับเตือนด้วยว่า “การแข่งขันกันในด้านอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว”

ทั้งรายงานของ ICAN และผลการศึกษาแยกต่างหากอีกฉบับหนึ่งของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสต็อกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute หรือ SIPRI) ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่วันจันทร์ (8) ต่างแสดงความกังวลกับความเสี่ยงจากนิวเคลียร์
ที่เพิ่มขึ้นขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดมากขึ้น

ผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับนี้ต่างแสดงว่า การใช้จ่ายในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่พุ่งพรวดขึ้นเช่นนี้ เกิดขึ้นขณะที่ประเทศต่างๆ พากันเร่งรัดปรับปรุงคลังแสงของพวกตนให้ทันสมัย รวมทั้งนำอาวุธที่สะสมไว้ออกมาประจำการกันเพิ่มขึ้น

ซูซี สไนเดอร์ ผู้อำนวยการของหลายโครงการของ ICAN รวมทั้งเป็นผู้เขียนร่วมของรายงานฉบับล่าสุดนี้ ระบุว่า การเพิ่มการใช้จ่ายด้านนุก เมื่อรวมเข้ากับความหวาดเกรงที่ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ต้องถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวลใจยิ่ง

ความเสี่ยงกำลังเพิ่มมากขึ้น

รายงานของ SIPRI นั้น เน้นย้ำว่า จำนวนรวมของหัวรบนิวเคลียร์ในทั่วโลก ซึ่งได้รับการประเมินว่ากำลังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษแล้วนั้น กำลังหล่นลงจนเหลือ 12,187 หัวรบเมื่อตอนเริ่มต้นปี 2026 แต่จำนวนที่พร้อมใช้งานกลับเพิ่มขึ้นเป็น 9,745 หัวรบ ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ยังคงกำลังสูงขึ้น คาริม แฮกแก็ก ผู้อำนวยการ SIPRI บอก

แฮกแก็กยังชี้ถึงสัญญาณที่น่ากังวลอย่างอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการพังครืนของข้อตกลงควบคุมอาวุธทางยุทธศาสตร์และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหญ่ที่มีอาวุธนิวเคลียร์

SIPRI คาดหมายด้วยว่า สต็อกอาวุธนิวเคลียร์โดยรวมมีแนวโน้มเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ขณะที่การรื้อถอนหัวรบชะลอลง สวนทางกับการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ที่เร่งตัวขึ้น

รายงานของ SIPRI ระบุว่า อเมริกากับรัสเซียรวมกันมีสต็อกอาวุธนิวเคลียร์คิดเป็นประมาณ83% ของทั่วโลก โดยที่แต่ละประเทศมีหัวรบกว่า 5,000 หัวรบ ส่วนจีนนั้นกำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์รวดเร็วกว่าชาติอื่นๆ โดยคาดว่าปักกิ่งมีหัวรบราว 620 หัวรบในขณะนี้

แฮกแก็กเสริมว่า การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นเป็นแรงกระตุ้นอันชัดเจนในการทำให้จีนต้องเพิ่มการพึ่งพิงอาวุธนิวเคลียร์

ขณะเดียวกัน รายงานของ ICAN ชี้ว่า ทั้ง 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในเวลานี้ ซึ่งนอกจากสหรัฐฯ, รัสเซีย, และจีน แล้ว ยังได้แก่ สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, อินเดีย, อิสราเอล, เกาหลีเหนือ, และปากีสถาน ต่างเพิ่มการลงทุนในคลังแสงนุกของพวกตน โดยทั้ง 9 ประเทศใช้จ่ายกับอาวุธอานุภาพทำลายล้างประเภทนี้สูงรวมกันในปี 2025 ที่ผ่านมา มากกว่าปี 2024 ถึงเกือบ 17,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ในปี 2025 อเมริกาใช้งบเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ 69,200 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทุกประเทศที่เหลือรวมกัน และเพิ่มขึ้น 12,400 ล้านดอลลาร์จากปีก่อนหน้า รองลงมาคือจีน 13,500 ล้านดอลลาร์ สหราชอาณาจักร 12,600 ล้านดอลลาร์ และรัสเซีย 9,500 ล้านดอลลาร์

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 9 ประเทศเหล่านี้ทุ่มทุนกับคลังแสงนุกเป็นจำนวนกว่า 470,000 ล้านดอลลาร์ และคาดหมายว่าการลงทุนนี้เช่นยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก

เมื่อพิจารณาถึงการคาดการณ์ในระยะยาวไกลออกไปอีก ICAN เน้นย้ำว่า สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และอเมริกา ต่างมีแผนใช้งบประมาณหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ในการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบอาวุธนิวเคลียร์ไปจนถึงศตวรรษหน้า ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็เตรียมติดตั้งระบบอาวุธใหม่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานเช่นเดียวกัน

รายงานของ ICAN ชี้ว่า ขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีป “เซนทินัล” รุ่นใหม่ที่อเมริกาวางแผนไว้ มีแนวโน้มใช้งานได้จนถึงปี 2100 ขณะที่การเพิ่มการผลิตพลูโตเนียมพิตซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของอาวุธนิวเคลียร์บ่งชี้ว่า หัวรบของอเมริกาจะสามารถใช้งานได้ยาวถึงปี 2120 ทำให้คาดได้ว่า ระหว่างปี 2025-2034 อเมริกาจะต้องลงทุนในส่วนนี้เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์

พวกนักวิจัยชี้ว่า การทุ่มทุนมหาศาลเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่หน่วยงานด้านมนุษยธรรมทั่วโลกกำลังถูกลดเงินสนับสนุนก้อนใหญ่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เงินที่ใช้จ่ายกับอาวุธนิวเคลียร์ในปีที่แล้วเพียงวันเดียวสามารถจัดหาอาหารให้ประชากรได้กว่า 2 ล้านคน

สไนเดอร์ สำทับว่า แทนที่จะนำเงินไปอัดฉีดระบบสุขอนามัยหรือให้ความช่วยเหลือประชาชน ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์กลับลงทุนในคลังแสงที่ต่างรู้ดีว่า ไม่สามารถนำอาวุธเหล่านั้นออกมาใช้ได้โดยไม่ถูกกล่าวหาก่ออาชญากรรมสงคราม

(ที่มา: เอเอฟพี)