แม้กอดคอกันเปิดสงครามกับอิหร่าน แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮูกำลังวิกฤตหนัก หลังมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ประมุขทำเนียบขาวฟิวส์ขาดตะคอกผู้นำอิสราเอลว่า “บ้า” ระหว่างโทรคุยกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
สื่ออเมริกันทั้ง เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ “แอคซิออส” และ เครือข่ายทีวี “เอบีซี นิวส์” ต่างรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อว่าต่อขานนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ด้วยถ้อยคำรุนแรงเนื่องจากไม่พอใจที่อิสราเอลขู่ทิ้งระเบิดใส่เบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งอาจบ่อนทำลายความพยายามในการเจรจายุติสงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่าน
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนยิ่งขึ้นทุกทีระหว่างพันธมิตรปีกขวาทั้งสองซึ่งต่างมีอะไรต้องสูญเสียในทางการเมืองเยอะทีเดียวจากสงครามในตะวันออกกลางคราวนี้ –โดยที่ต่างถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายอมให้อีกฝ่ายจูงจมูก
ทรัมป์นั้นต้องการหาทางออกจากสงครามที่กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจอเมริกาขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะชี้ชะตาว่า พรรครีพับลิกันของเขาจะได้ครองอำนาจในคองเกรสต่อไปหรือไม่
นอกจากนั้น ทรัมป์ยังถูกวิจารณ์หนักขึ้นจากสมาชิกบางส่วนในกลุ่มผู้สนับสนุนพื้นฐานของเขาที่เรียกขานกันว่า ขบวนการ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (MAGA) ในประเด็นที่ว่า เขาทำสงครามกับอิหร่านคราวนี้ตามใบสั่งของอิสราเอลและเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอลเป็นสำคัญ
ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง เนทันยาฮูก็เผชิญความเสี่ยงที่พันธมิตรรัฐบาลปีกขวาจัดของเขาอาจล่มสลาย รวมทั้งกำลังถูกติเตียนอย่างหนักว่ายอมอ่อนข้อให้ทรัมป์ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงจากการยอมยกเลิกแผนโจมตีเบรุต
ทรัมป์โวยใส่หน้าเนทันยาฮู “ใครๆ ก็เกลียดอิสราเอล!”
“คุณกำลังบ้าไปแล้ว ถ้าไม่มีผม คุณคงติดคุกไปแล้ว ผมกำลังช่วยชีวิตคุณอยู่นะ ตอนนี้ใครๆ ต่างก็เกลียดคุณ ใครๆ ต่างก็เกลียดอิสราเอลเพราะเรื่องนี้” รายงานข่าวแอคซิออสอ้างคำพูดที่ทรัมป์ตะคอกใส่เนทันยาฮูระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.)
สื่ออิสราเอลพากันปฏิเสธรายงานข่าวนี้
เอเอฟพีได้ไปสอบถามทางทำเนียบขาวเพื่อขอให้ยืนยันเนื้อหาในรายงานข่าวของแอคซิออส รวมทั้งขอให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานะของความสัมพันธ์กับเนทันยาฮู ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวผู้หนึ่งอ้างอิงให้เอเฟพีไปดูโพสต์ต่างๆ ของทรัมป์บนแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” ตั้งแต่วันจันทร์ (1)
ปรากฏว่าในโพสต์เหล่านี้ ทรัมป์ได้ขอบคุณเนทันยาฮูสำหรับสิ่งที่เขากล่าวว่าเป็นการตกลงยอมถอนทหารกลับออกมาจากกรุงเบรุต และสำหรับ “การระงับการยิง” กับพวกฮิซบอลเลาะห์
ทั้งนี้ มีรายงานก่อนหน้านั้นว่า อิหร่านประกาศระงับการเจรจากับอเมริกา เนื่องจากการที่อิสราเอลระดมโจมตีเลบานอนหนักขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี มีนักวิเคราะห์หลายรายบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์กับเนทันยาฮูมีปัญหากัน และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
แดน ชาปิโร อดีตเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำอิสราเอล และปัจจุบันเป็นนักวิชาการชั้นนำขององค์การคลังสมอง “แอตแลนติก เคาน์ซิล” ชี้ว่า ความตึงเครียดส่วนตัวระหว่างเนทันยาฮูกับประธานาธิบดีสหรัฐฯหลายต่อหลายคน ไม่ใช่เรื่องใหม่
“ในทางเป็นจริง เขาขึ้นชื่อลือชาที่สุดในเรื่องไปถึงจุดของความหงุดหงิดผิดหวังกับประธานาธิบดีสหรับฯทุกๆ คนที่เขาร่วมงานด้วย”
นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า เนทันยาฮูพยายามมา 3 ทศวรรษแล้วในการโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีอเมริกาโจมตีอิหร่านด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และที่สุดก็ได้พบทรัมป์ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า เนทันยาฮูพบกับทรัมป์หลายครั้งนับจากที่ฝ่ายหลังเข้าครองทำเนียบขาวสมัยที่สอง และเป็นคนดำเนินการในการทำให้ทรัมป์ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการระเบิดศึกกับอิหร่านตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เวลานั้นผู้นำสหรัฐฯคนนี้ยังลังเลว่า จะเข้าสู่สงครามดีหรือไม่
เวลานี้เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อลากยาวออกไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการทำสงครามกับอิหร่านและการที่เขาเป็นพันธมิตรกับเนทันยาฮู ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้ทรัมป์ต้องจ่ายต้นทุนทางการเมืองในราคาแพงลิบลิ่ว
กอดเก้าอี้สุดชีวิต
อดีตพันธมิตรเหนียวแน่นของทรัมป์อย่าง ทัคเกอร์ คาร์ลสัน พิธีกรรายการทีวีสายอนุรักษนิยม และมาร์จอรี เทย์เลอร์ อดีตส.ส.พรรครีพับลิกัน ต่างกล่าวหาทรัมป์ปล่อยให้อิสราเอลดึงอเมริกาเข้าสู่สงครามตะวันออกกลางครั้งใหม่ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการ MAGA โดยสิ้นเชิง
เวลาเดียวกัน แม้พรรครีพับลิกันคือผู้สนับสนุนอิสราเอลอย่างแน่วแน่มายาวนาน แต่ขณะนี้สมาชิกพรรคเริ่มมีความเห็นต่างกันในเรื่องนี้ ผลสำรวจของพิว รีเสิร์ช เมื่อเดือนเม.ย.พบว่า ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่อายุ 18-49 ปีจำนวน 57% มีความเห็นแง่ลบต่ออิสราเอล เทียบกับ 50% เมื่อปีที่แล้ว
ที่สำคัญ ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังอาจบ่อนทำลายโอกาสของรีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย. และถ้าเดโมแครตได้คุมคองเกรส ทรัมป์อาจเผชิญการถูกยื่นถอดถอนครั้งที่สาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สำหรับเนทันยาฮูที่เปิดสงครามทั้งในเลบานอน อิหร่าน และกาซา แถมยังถูกฟ้องคดีทุจริตหลายคดี เดิมพันทางการเมืองจึงสูงกว่าทรัมป์มาก
ไมราฟ ซันส์เซน จากอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป ชี้ว่า เนทันยาฮูกำลังดิ้นสุดแรงเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่ทรัมป์พยายามหาทางออกจากสงคราม และเห็นได้ชัดว่า มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าและเนทันยาฮูไม่สามารถขัดใจได้ แต่ความขัดแย้งสำคัญคือ ขณะที่ทรัมป์พยายามยุติสงคราม เนทันยาฮูกลับพยายามยื้อยุดให้สงครามลากยาวต่อไป
(ที่มา: เอเอฟพี)


