บรรดาผู้ไกล่เลี่ยจากภายนอก สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปลดชนวนความตึงเครียดเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสและสหประชาชาติ ตามรายงานของขแมร์ไทม์สอ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเรียกร้องชาติต่างๆในภูมิภาคและประชาคมนานาชาติ กดดันไทย ให้เคารพข้อตกลงต่างๆและกฎหมายระหว่างประเทศ ในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างกัน
รายงานข่าวของขแมร์ไทม์ส ระบุว่าความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ โหมกระพือขึ้นมาอีกรอบ หลังจากเกิดเหตุปะทะกันบริเวณชายแดนในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกตเมื่อปีที่แล้ว อันนำมาซึ่งการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ตัดขาดทางเศรษฐกิจ และการสู้รบทางทหารอย่างดุเดือด 2 รอบ
คิน เพีย (Kin Phea) ผู้อำนวยการประจำสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา แสดงความคิดเห็นผ่านขแมร์ไทม์ส กล่าวหาว่าความขัดแย้งชายแดนมีบ่อเกิดมาจากความทะเยอทะยานในทางประวัติศาสตร์ของไทย
"เราพบเห็นความพยายามทางการทูตมากมายในความหวังยุติความเป็นปรปักษ์ ระงับสงครามและบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง 2 ชาติ อย่างไรก็ตามประเด็นหลักคือฝ่ายไทยขาดความจริงใจ ขาดความตั้งใจจริง และปราศจากความมุ่งมั่นในการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติวิธี บนพื้นฐานของกลไกทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ"
แม้การทูตระหว่างประเทศไม่ก่อผลลัพธ์สำคัญๆใดๆในการคลี่คลายความเห็นต่าง แต่ คิน เพีย เร่งเร้าว่าคนกลางผู้ไกล่เลี่ยจากภายนอกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุติความขัดแย้ง
"ความเกี่ยวข้องของผู้ไกล่เกลี่ยจากภายนอกเป็นสิ่งสำคัญมากๆ มันหมายถึงการมอบเวทีที่เหมาะสมหรือเวทีสำหรับให้ทั้งสองฝ่ายที่มีข้อขัดแย้งได้พุดคุยหารือปัญหาร่วมกัน" เขากล่าว "ในความพยายามทางการทูตนี้ เราได้เห็นการแทรกแซงจากสหรัฐฯและจากมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนมาแล้ว ซึ่งตอนนี้เรามีฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียน เช่นเดียวกับจีน ที่ช่วยทั้ง 2 ประเทศ นั่งลงเจรจากันเพื่อคลี่คลายปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าติดอาวุธ"
คิน เพีย กล่าวต่อว่าฝรั่งเศสควรเข้ามาช่วยเป็นคนกลางในความขัดแย้งนี้เช่นกัน ในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาและสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ "ผมเห็นด้วยว่าฝรั่งเศสควรทำมากกว่านี้ ในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมผู้ปกครองกัมพูชา และผู้ลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และ 1907 เช่นเดียวกับมีความเกี่ยวข้องอย่างสูงในกระบวนการกำหนดเขตแดนสยาม-อินโดจีนฝรั่งเศส"
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ชี้ว่าฝรั่งเศสมีหน้าที่คลี่คลายข้อพิพาท เพราะมรดกตกทอดของพวกเขาที่มีต่อประเทศแห่งนี้ "ถ้าฝรั่งเศสไม่ส่งเสริมช่วยทำความชัดเจนด้านเขตแดน ด้วยสันติวิธีและในแนวทางที่เป็นมิตร เมื่อนั้นฝรั่งเศสก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบบางส่วน ต่อการที่ทิ้งมรดกหนึ่งๆเอาไว้ มรดกที่ยังคงก่อปัญหาระหว่าง 2 ชาติ" เขากล่าว
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อสหประชาชาติ ว่าดำเนินการอย่างไม่เพียงพอในเรื่องนี้ ทาง เพีย เน้นว่าองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ ยังไม่ได้กำหนดจุดยืนอย่างเป็นทางการในการดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับชายแดน "การแทรกแซงของยูเอ็นยังคงทำได้อย่างจำกัด จนกว่าสถานการณ์จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ว่ามีการล่วงละเมิดอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน"
อย่างไรก็ตาม เพีย เร่งเร้าว่าถ้าความพยายามหาทางออกทวิภาคีล้มเหลว ทางเลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติหรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ควรทำหน้าที่ในฐานะคนกลางไกลเลี่ย
"กระนั้น ความเป็นจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งติดอาวุธระหว่างกัมพูชาและไทย ทางสหประชาชาติยังไม่ได้ใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรมสำคัญๆใดๆ หรือกำหนดมาตรการกดกันไทยให้หยุดการรุกราน" เพีย ยอมรับ
เพีย โวยวายกล่าวอ้างว่าอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางผู้ไกล่เลี่ยจากภายนอก ยังคงอยู่ที่การขาดความมุ่งมั่นจากประเทศไทย "ลำดับแรกเลยคือ พวกเขาไม่จริงใจต่อการคลี่คลายความขัดแย้ง พวกเขาใช้อุบายและกลยุทธ์ทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้"
"ครั้งที่พูดกับเวทีระหว่างประเทศ กับสื่อมวลชนต่างชาติ หรือในเวทีประชุมทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ พวกเขาใช้ภาษาที่ดูเหมือนว่าพวกเขาเคารพกฎหมาย เคารพอธิปไตยของชาติเพื่อนบ้าน และปรารถนาสันติภาพ เสถียรภาพและความเป็นมิตร แต่การกระทำที่แท้จริงของพวกเขานั้น ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง" คิน เพีย กล่าวหาไทย
(ที่มา:ขแมร์ไทม์ส)


