(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/how-xi-jinping-is-rewriting-the-rules-of-global-power/)
How Xi Jinping is rewriting the rules of global power
by M A Hossain
23/05/2026
เฮนรี คิสซิงเจอร์ เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า พวกมหาอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์ น้อยนักที่จะประกาศฐานะการครอบงำเหนือล้ำกว่าใครๆ ของตนเอง –พวกเขาเพียงแต่เริ่มต้นทำการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งคนอื่นๆ ค้นพบด้วยตัวเองว่ามันเกี่ยวข้องผูกพันกับพวกเขาด้วย
มีสุภาษิตโบราณของจีนอยู่บทหนึ่งกล่าวว่า นายพรานผู้ชำนาญไม่จำเป็นต้องไล่ล่ากระต่ายหรอก เขาจะเฝ้ารออยู่ในตำแหน่งที่กระต่ายจะต้องวิ่งผ่านไปตรงจุดนั้นในที่สุด
สี จิ้นผิง คือผู้ที่มีน้ำอดน้ำทนสูงเป็นพิเศษ ไม่ว่าพวกที่คอยวิพากษ์วิจารณ์เขาจำนวนมากจะหยิบยกเหตุผลมาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นอย่างไรก็ตามที และมาถึงตอนนี้ ภายในช่วงเวลาอันน่าจับตามองเพียงแค่สองสามสัปดาห์เท่านั้น ทั้ง วลาดิมีร์ ปูติน และ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างคนต่างก็เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งกันทั้งคู่
ปรากฏว่า เจ้ากระต่ายวิ่งมายังจุดที่ สี คาดหมายเอาไว้อย่างตรงเป๊ะ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นไปตามแบบแผนเหมือนผลงานสถาปัตยกรรม
แรงดึงดูดหนักแน่นมั่นคงดุจแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งจีนกำลังเปล่งพลังออกมาภายในระยะเวลาใกล้ๆ กันมุ่งตรงไปยังวอชิงตันและมอสโก – สองมหาอำนาจที่ได้ชื่อว่าตั้งประจันหน้ากันอยู่ตรงปลายสุดในแต่ละปลายของระเบียบโลกปัจจุบัน— บอกเล่าให้เราทราบถึงบางสิ่งบางอย่างอันลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเวลานี้อำนาจอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แท้จริงของโลกตั้งอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ปักกิ่งไม่ได้กำลังเป็นผู้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ระบบระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว พวกเขากำลังปรับเปลี่ยนรูปโฉมของระบบนี้อยู่ แม้จะกระทำด้วยท่าทีสุขุมรอบคอบไม่กระโตกกระตาก
เมื่อมอสโกหันหน้าไปทางตะวันออก
การเยือนจีนของปูตินคราวนี้ ให้ภาพลักษณ์แก่ภายนอกอย่างเด่นชัดว่า มันเป็นการมาขอพึ่งพาอาศัยซึ่งแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูเหมือนการเป็นหุ้นส่วนเพื่อนร่วมงานกัน รัสเซียมาถึงไม่ใช่ด้วยฐานะความเป็นผู้เท่าเทียม หากแต่เป็นผู้อ้อนวอนร้องขอ –ทั้งเรื่องพลังงานที่ต้องการส่งออกเพื่อลดภาระ, การต่อสู้หลบเลี่ยงจากมาตรการแซงก์ชั่นเพื่อความอยู่รอด, การซื้อหาเครื่องปกคลุมทางการทูตเพื่อประคับประคองฐานะในวงการระหว่างประเทศ ทำเนียบเครมลินต้องการจีน ยิ่งกว่าที่ปักกิ่งต้องการมอสโกมากมายนักหนา –และทั้งสองฝ่ายต่างเข้าอกเข้าใจเรื่องนี้กันแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ ถึงแม้แต่ละฝ่ายไม่มีใครเอ่ยเรื่องนี้ออกมาดังๆ ก็ตามที
เรื่องอสมมาตรเช่นนี้มีอยู่มากมายมหาศาล นับตั้งแต่ที่สงครามยูเครนเริ่มต้นขึ้นมา รัสเซียก็ได้หันเหนำเอาสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของตนมาปักหลักอิงพิงเอาไว้กับทางตะวันออก แดนหมีขาวกำลังถ่ายเททั้งก๊าซ, น้ำมัน และวัตถุดิบต่างๆ เข้าไปยังตลาดจีนด้วยราคาหั่นลดลงมา ซึ่งปักกิ่งเจรจาต่อรองด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจอย่างเงียบๆ ของเจ้าหนี้ผู้ทราบดีว่าลูกหนี้รายนี้ของตนไม่มีช่องทางจะไปเสนอขายที่อื่นได้แล้ว
โครงการสร้างสายท่อส่งก๊าซ เพาเวอร์ ออฟ ไซบีเรีย สายที่ 2 (the second Power of Siberia pipeline) ซึ่งประสบความชะงักงันในการเจรจากันมาอย่างยาวนาน สะท้อนให้เห็นพลวัตนี้ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง –กล่าวคือ รัสเซียพยายามดิ้นรนต้องการให้โครงการนี้เดินหน้าสำเร็จเสร็จสิ้นลงไป ขณะที่จีนไม่ได้มีความเร่งร้อนอะไรเป็นพิเศษทั้งนั้น
พิจารณาเปรียบเทียบจากในประวัติศาสตร์ มหาอำนาจยิ่งใหญ่รายหนึ่งเมื่อตกเป็นเชลยในทางเศรษฐกิจของหุ้นส่วนรายหนึ่งรายใดเสียแล้ว ย่อมสูญเสียความเป็นอิสระในทางยุทธศาสตร์อย่างช้าๆ จากนั้นก็สูญสิ้นกันอย่างฉับพลันทันที ลองคิดถึงกรณีของสเปนในตอนที่ปกครองโดยราชวงศ์ฮับสเบิร์ก (Habsburg Spain) ดูเถอะ พวกเขาดูเหมือนร่ำรวยมั่งคั่งด้วยโลหะเงินที่ขนเอามาจากโลกใหม่ (อาณานิคมในทวีปอเมริกา) ทว่าโดยโครงสร้างแล้วกลับต้องพึ่งพาอาศัยพวกนายแบงก์ในนครรัฐเจนัว พวกเขาจึงพบว่านโยบายการต่างประเทศของพวกเขาถูกจำกัดบีบรัดอย่างเงียบๆ จากพันธะผูกพันทางการเงิน
รัสเซียทุกวันนี้ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ได้แตกต่างออกไปเท่าไรนัก พวกเขายังรักษาเกียรติภูมิทางทหารและมีอาวุธนิวเคลียร์สำหรับการป้องปรามอยู่ในครอบครอง แต่ช่องว่างสำหรับการเคลื่อนไหวดำเนินกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเป็นอิสระกำลังตีบตันลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงพื้นที่ระเบียงซึ่งปักกิ่งกำหนดเอาไว้ให้เท่านั้น
สำหรับเอเชียใต้แล้ว สภาพการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้กำลังส่งผลกระทบกระเทือนถึงพวกเขาอย่างจริงๆ จังๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย ซึ่งพยายามสงวนรักษาความสัมพันธ์ที่พวกเขามีอยู่กับรัสเซียเอาไว้อย่างระมัดระวัง ในฐานะเป็นเครื่องถ่วงดุลทั้งกับจีนและกับแรงกดดันจากฝ่ายตะวันตก เวลานี้นิวเดลีกำลังเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า มอสโกมองสิ่งต่างๆ ผ่านเลนซ์ของปักกิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที ดีลเรื่องอาวุธทุกๆ ดีล, สัญญาซื้อขายพลังงานทุกๆ สัญญา, สัญญาณทางการทูตจากรัสเซียทุกๆ สัญญาณ เวลานี้ต่างปรากฏเงาของจีนทาบทาอยู่ทั้งนั้น นิวเดลีมองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน ความไม่สบายใจก็ปรากฏออกมาอย่างเห็นกระจ่างเช่นกัน แม้กระทั่งในเวลาที่ไม่มีการพูดอะไรออกมา
ทรัมป์มาถึงด้วยการยกยอปอปั้น, และจากไปโดยแทบไม่ได้อะไรจริงจัง
ถ้าหากการเยือนของปูตินเปิดเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของรัสเซียแล้ว การเยือนของทรัมป์ก็เปิดเผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่อาจกล่าวได้ว่าน่าตื่นเต้นตกใจยิ่งกว่าด้วยซ้ำ –นั่นคือ ภาวะสับสนสูญเสียทิศทางทางการทูต ทรัมป์มาถึงปักกิ่งพร้อมด้วยขบวนแถวของผู้บริหารภาคบริษัทซึ่งทรงอำนาจที่สุดของอเมริกา เป็นท่าทีซึ่งไม่ว่าวอชิงตันตั้งใจส่งข้อความอะไรออกมาก็ตามที แต่ก็ถูกอ่านกันในวงการระหว่างประเทศว่าคือมันเป็นการขอร้องชักชวน ภาพเช่นนี้ ถ้าหากพูดกันอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมาแล้ว ก็ต้องบอกว่าสร้างความรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงฐานะของมหาประเทศหนึ่ง ซึ่งได้ใช้เวลาที่ผ่านมาหลายทศวรรษในการเทศนาสั่งสอนโลกเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มอำนาจการต่อรอง และการสร้างฐานะของตนเองให้แข็งแกร่ง
สี ต้อนรับ ทรัมป์ ด้วยท่าทีของผู้ทรงอำนาจที่สุขุมมั่นใจในตนเอง ผู้ซึ่งได้ตัดสินใจมาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วในเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ของการมีปฏิสัมพันธ์กัน เขาหยิบยกเรื่อง “กับดัก ทิวซิดิดีส” (Thucydides trap แนวความคิดที่ว่า มหาอำนาจที่กำลังก้าวผงาดขึ้นมา กับมหาอำนาจที่ปักหลักมั่นคงอยู่แล้ว ในที่สุดก็จะต้องปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น) ขึ้นมาพูดในคราวนี้ ไม่ใช่เพื่อเป็นการส่งเสียงเตือน แต่แทบจะเป็นเหมือนการบอกกล่าวคำตัดสินที่ลงตัวชัดเจนแล้ว จากท่าทางของ สี บ่งชี้ให้เห็นว่า จีนได้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำถามในเวลานี้จึงอยู่ที่ว่าอเมริกาจะยอมรับเรขาคณิตใหม่ดังกล่าวนี้หรือไม่ หรือยังต้องการทำให้ตนเองหมดแรงหมดกำลังในการต่อต้านมัน
(“กับดัก ทิวซิดิดีส Thucydides trap” เป็นแนวความคิดที่มาจากผลงานของ ทิวซิดิดีส นักประวัติศาสตร์ยุคกรีกโบราณ ซึ่งกล่าวถึงพัฒนาการของการประจันหน้ากันระหว่าง เอเธนส์ กับ สปาร์ตา ในทันทีที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการสร้างความปราชัยให้แก่ศัตรูร่วมของพวกเขา ซึ่งก็คือ จักรวรรดิเปอร์เซีย สำหรับในยุคสมัยใหม่ เฮอร์แมน วูค Herman Wouk นักประพันธ์ชาวอเมริกันและทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง ได้นำแนวความคิดนี้มาใช้ในการแสดงปาฐกถาเมื่อปี 1980 ที่วิทยาลัยสงครามนาวีสหรัฐฯ U.S. Naval War College โดย วูค เปรียบเทียบสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ-โซเวียต กับ “สงครามเย็น” ระหว่างเอเธนส์ กับ สปาร์ตา ในยุคโบราณ อีกหลายทศวรรษต่อมา ศาสตราจารย์ เกรแฮม ที. แอลลิสัน นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้นำแนวความคิดนี้มาพัฒนา มีเนื้อหาระบุว่า มหาอำนาจที่กำลังก้าวผงาดขึ้นมา กับมหาอำนาจที่ปักหลักมั่นคงอยู่แล้ว ในที่สุดก็จะต้องปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น วลีนี้ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในปี 2015 ส่วนใหญ่แล้วมุ่งประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Thucydides_Trap และ https://www.matichon.co.th/columnists/news_910236)
การประชุมซัมมิตคราวนี้ไม่ได้มีการออกคำแถลงร่วมใดๆ แต่การที่มันไม่มี กลับส่งเสียงดังสนั่นยิ่งกว่าที่แถลงการณ์ใดๆ สามารถกระทำได้เสียอีก เมื่อ 2 มหาอำนาจพบหารือกันในระดับสูงสุด แล้วไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับถ้อยคำภาษาร่วมกันของทั้งสองฝ่ายได้ มันย่อมหมายความว่าช่องว่างระหว่างโลกทรรศน์ของแต่ละฝ่ายถ่างกว้างเกินกว่าที่เอกสารทางการทูตจะเข้ามาประสานเชื่อมต่อ
ทั้งสองฝ่ายต่างออกเอกสารสรุปผลการเจรจาของพวกเขาเองแยกต่างหากจากกัน –ของฝ่ายอเมริกานั้นเด่นชัดในเรื่องการใช้ถ้อยคำที่ไม่ค่อยมีพลัง งดเว้นภาษาแบบผู้พิชิตซึ่งปกติแล้วทรัมป์ชื่นชอบนักหนาภายหลังการเจรจาใดๆ ที่เขาประกาศว่าได้รับชัยชนะ บุรุษผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกล่าวถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์สั้นๆ กับผู้นำต่างประเทศรายหนึ่งว่า “ดีงามเหลือเชื่อและเป็นผลดี” กลับบรรยายถึงการพบปะหารือครั้งนี้เพียงแค่ว่า “ดี” เท่านั้น นี่คือการบอกกล่าวถึงการล่าถอยชัดๆ
เกี่ยวกับการค้า, เกี่ยวกับไต้หวัน, เกี่ยวกับข้อจำกัดกีดกั้นทางเทคโนโลยีและการควบคุมแร่แรร์เอิร์ธ, สถาปัตยกรรมด้านมาตรการแซงก์ชั่นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้าการเยือนครั้งนี้ เป็นสิ่งที่สาธิตให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมากไปเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ จีนไม่ได้เอาแต่คอยดูดซับแรงกดดันของฝ่ายอเมริกันอย่างเงียบๆ อีกต่อไป พวกเขากำลังตอบโต้เอาคืนอย่างเป็นระบบ และด้วยความมั่นอกมั่นใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้นทุกทีว่าจะสามารถสร้างภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้
การจำกัดกีดกั้นการส่งออกพวกแรร์เอิร์ธและแร่ธาตุสำคัญยิ่งยวดต่างๆ ที่จีนประกาศบังคับใช้ในปี 2025 และกำลังส่งผลกระทบกระเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมของอเมริกันโดยตรง ไม่ใช่เป็นการกระทำของประเทศหนึ่งซึ่งหวาดกลัวการเผชิญหน้า แต่มันเป็นการกระทำของประเทศหนึ่งซึ่งได้ทำการบ้านทางคณิตศาสตร์มาเป็นอย่างดีและรู้สึกชื่นชอบจุดยืนของตนเอง
ความเป็นจริงในเรื่อง จี-2
กลเม็ดที่ก่อให้เกิดผลพวงต่อเนื่องตามมามากที่สุดของ สี ระหว่างการประชุมซัมมิตกับ ทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องการประนีประนอมอ่อนข้อทางการค้า หรือเรื่องถ้อยคำหลักการสูตรสำเร็จการทูต หากแต่เป็นการกำหนดจัดวางแนวความคิดในทางการทูตขึ้นมาใหม่
ด้วยการนำเอาความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน-สหรัฐฯมาวางอยู่ในกรอบรอบๆ ไอเดียของ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ (constructive strategic stable relationship) – และด้วยการนำเอาความคิดความเห็นที่ว่าจีนกับสหรัฐฯต้องร่วมมือกันแบกความรับผิดชอบในการสร้างสันติภาพของทั่วโลก มาใช้งานอย่างเปิดเผย –สี ก็กำลังผลักดันเดินหน้าบางสิ่งบางอย่างซึ่งวอชิงตันเคยต่อต้านมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งก็คือ การยอมรับอย่างเป็นทางการว่า โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่ง จี-2 ( G-2 world)
นี่คือการเรียกร้องที่แท้จริงของจีน ซึ่งอยู่เบื้องลึกลงไปภายใต้การเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรและกรณีพิพาททางเทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวง มันไม่ใช่ความต้องการให้ยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียบกันบนแผ่นกระดาษ –ปักกิ่งได้เคลื่อนผ่านความต้องการเพียงแค่ที่จะได้กิริยาท่าทางในเชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว—แต่เรียกร้องการยอมรับนับถือในเชิงโครงสร้างว่า ระเบียบระหว่างประเทศจำเป็นที่จะต้องให้ทางจีนยินยอมเห็นพ้องด้วยจึงจะสามารถทำงานได้ ทั้งนี้ไม่มีวิกฤตใดๆ ไม่ว่าในตะวันออกกลาง, ในยูเครน, หรือบริเวณช่องแคบไต้หวัน สามารถที่จะบริหารจัดการได้โดยที่ปราศจากการร่วมมือของปักกิ่ง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม
มิติอิหร่านในการเยือนปักกิ่งคราวนี้ของทรัมป์ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำเรื่องนี้อย่างละเอียดอ่อนชัดเจนยิ่ง การเดินทางมายังปักกิ่งของอเมริกา ผู้ซึ่งกำลังประสบความล้มเหลวในการแก้ไขคลี่คลายการสู้รบขัดแย้งอิหร่านให้เด็ดขาดลงไป –พวกเขาไร้ความสามารถที่จะบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการกดดันทางทหารหรือการต่อรองทางการทูต –กลายเป็นหลักฐานอันมองเห็นได้อย่างชัดเจนของอภิมหาอำนาจรายหนึ่ง ซึ่งเวลานี้ได้ก้าวล้ำเกินไปจนเลยขอบเขตที่พวกเขาจะสามารถควบคุมบงการอะไรได้เสียแล้ว สี ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ออกมาเลย ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่พูดอย่างดังสนั่นแทนตัวเขาอยู่แล้ว
สิ่งที่ปักกิ่งได้สร้างขึ้นมาอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก
เรื่องราวเบื้องลึกลงไปของการเยือนสำคัญ 2 ครั้งซ้อนในเวลาใกล้เคียงกันนี้ จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับ ทรัมป์ หรือ ปูติน สักเท่าไรหรอก มันเป็นเรื่องของจีนเอง เป็นการสร้างตำแหน่งฐานะของตนเองเป็นระบบและอดทนยิ่ง ซึ่งทำให้ปักกิ่งกำลังกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดหายได้ –ไม่ว่าสำหรับตลาดพลังงาน, สำหรับห่วงโซ่อุปทาน, สำหรับการบริหารจัดการวิกฤตทางการทูต, และสำหรับความมุ่งมาดปรารถนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South)
จีนไม่ได้เข้าสู่ฐานะความเป็นศูนย์กลาง ในลักษณะของการจับพัดจัดผลูโดยบังเอิญ แต่จีนวางแผนสร้างมันขึ้นมาโดยใช้ระยะเวลาหลายทศวรรษ ผ่านแผนการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative), ผ่านการครองฐานะครอบงำเหนือแร่แรร์เอิร์ธ, ผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางการค้า, ผ่านการขบคิดพิจารณาทางยุทธศาสตร์ระยะยาวชนิดที่พวกชาติประชาธิปไตยซึ่งต้องเผชิญกับวัฏจักรการเลือกตั้งและขาดไร้ความใส่ใจเรื่องระยะยาวไกล ต่างประสบปัญหาเชิงโครงสร้างในการประคับประคองและสืบทอดให้มีความต่อเนื่อง
เฮนรี คิสซิงเจอร์ ครั้งหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า พวกมหาอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์ น้อยนักที่จะประกาศฐานะการครอบงำเหนือล้ำกว่าใครๆ ของตนเอง –พวกเขาเพียงแต่เริ่มต้นทำการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งคนอื่นๆ ค้นพบด้วยตัวเองว่ามันเกี่ยวข้องผูกพันกับพวกเขาด้วย ทุกวันนี้ปักกิ่งกำลังอยู่ในฐานะเช่นว่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งปรปักษ์รายสำคัญที่สุดของคุณ และทั้งมหาอำนาจผู้เป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของคุณ ต่างเดินทางมายังเมืองหลวงของคุณภายในระยะเวลาไล่หลังกันไม่กี่อาทิตย์ เพื่อแสวงหาทางให้คุณเข้ามีปฏิสัมพันธ์ในปัญหาสำคัญต่างๆ ของพวกเขาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขคลี่คลายอย่างเร่งด่วนที่สุด คำถามที่ว่าใครคือผู้ที่ยึดครองฐานะความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเอาไว้ ก็ย่อมได้คำตอบในตัวมันเอง สี จิ้นผิงไม่จำเป็นต้องอาศัยคำแถลงร่วมอะไรเลย การมาเยือนของพวกเขาคือคำแถลงอยู่ในตัวแล้ว
โลกของเรายังไม่ได้กลายเป็นโลกแบบจีนในทางวัฒนธรรมหรือในทางความคิดอุดมการณ์หรอก แต่มันกำลังกลายเป็นโลกซึ่งความนิยมชื่นชอบของปักกิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่สามารถอยู่เฉยๆ แล้วมันก็จะสูญสลายหายไปเองได้, ชนิดที่จะแซงก์ชั่นลงโทษจนกระทั่งให้มันจมดินลงไปได้, ชนิดที่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรหนักๆ จนมันดำรงคงอยู่ต่อไปไม่ไหว นี่คือความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งทั้งวอชิงตันและมอสโกเวลานี้ต่างกำลังถูกบังคับให้ต้องหาทางรับมือ ถึงแม้พวกเขากำลังใช้หนทางที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก—และไม่ว่าพวกเขาเตรียมพร้อมที่จะยอมรับมันหรือไม่ก็ตามที
เอ็ม เอ ฮอสเซน เป็นนักหนังสือพิมพ์ และนักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศอาวุโส เขาตั้งฐานอยู่ที่บังกลาเทศ


