เอพี - สถาบันวิจัยด้านความมั่นคงสหรัฐฯ CSIS ออกมาวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีจึงสามารถเพิ่มจำนวนอาวุธป้องกันภัยทางอากาศล้ำสมัยที่โดนอิหร่านทำลายได้ทั้งหมดรวมระบบ THAAD จำนวน 290 ตัว หวั่นกระทบความสามารถของสหรัฐฯในการสู้รบหากเกิดสงครามในเอเชียแปซิฟิกที่อาจปะทุจากจีนบุกไต้หวันปี 2027
เอพีรายงานวันพฤหัสบดี(28 พ.ค)ว่า ที่ผ่านมาจีนได้ตั้งเป้าหมายในการผนวกไต้หวันด้วยกำลังทหารหากจำเป็นภายในระยะเวลาปี 2027 และในการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนนี้พบว่า ผู้นำจีนได้เตือนอย่างตรงไปตรงมาและแข็งกร้าวว่า หากว่าวอชิงตันจัดการความสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างผิดพลาด อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้าขึ้นในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน
“สหรัฐฯมีกระสุนมากเพียงพอต่อสถานการณ์ใดในสงครามอิหร่าน แต่ทว่ายุทโธปกรณ์ที่หมดไปได้สร้างหน้าต่างของความเปราะบางต่อความขัดแย้งในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก” ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ CSIS ชื่อดัง( Center for Strategic and International Studies) กล่าวในรายงานที่เผยแพร่วันพุธ(27)
และเสริมว่า “เงื่อนไขด้านเวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างยุทโธปกรณ์เหล่านั้นกลายเป็นข้อวิตกใหญ่”
เอพีรายงานว่า บรรดาบริษัทอาวุธป้อนให้กองทัพสหรัฐฯต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีเพื่อเติมยุทโธปกรณ์สำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศที่ใช้อย่างมหาศาลในสงครามอิหร่านกลับคืน
ระบบอาวุธดังกล่าวได้แก่ มิสไซล์ร่อนโทมาฮอว์ก ที่ใช้ในการโจมตีลึกเข้าไปด้านในข้าศึก และระบบมิสไซล์แพทริออตและระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ต่อการโจมตีเข้ามาด้วยมิสไซล์และโดรน
รายงานกล่าวว่า “ปัญหาในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่เป็นเรื่องของเวลา” CSIS แถลง
เอพีรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสหรัฐฯที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ นั่งเป็นประธาน พบว่ารัฐมนตรีกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ พีธ เฮกเซธ ได้เปิดเผยถึงแผนประธานาธิบดีสหรัฐฯในการขยายเซคเตอร์อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของอเมริกา พร้อมด้วยการลงทุนจากบริษัทภาคเอกชนในโรงงานใหม่และสายการผลิต “ดังนั้นพวกเราจะได้อาวุธที่เร็วขึ้นมากกว่าที่เคย”
ทั้งนี้ตั้งแต่การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อปลายปี 1991 สหรัฐฯได้ประเมินถึงสงครามในอนาคตว่าอาจเป็นสงครามระยะสั้นและอยู่ในระดับภูมิภาคและมีความจำเป็นน้อยที่ต้องใช้อาวุธล้ำสมัยในปริมาณมหาศาล มาร์ค แคนเคน (Mark Cancian) อดีตนาวาเอกกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯและปัจจุบันนักวิจัยอาวุโสประจำ CSIS ที่เขียนรายงานฉบับนี้ร่วมกับ คริส เฮช. ปาร์ก (Chris H. Park) กล่าวในการให้สัมภาษณ์
การสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนแสดงให้เห็นแล้วว่า สงครามสามารถยืดเยื้อและจำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยจำนวนมาก และในเวลาเดียวกันนักยุทธศาสตร์การทหารสหรัฐฯมองไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งจากประเด็นไต้หวันกับจีนในอนาคต
สหรัฐฯยิงมิสไซล์โทมาฮอว์กกว่า 1,000 ลูกไปที่อิหร่านและเชื่อว่าต้องใช้เวลาไปจนถึงปลายปี 2030 จึงจะสามารถทำให้กลับคืนสู่คลังแสงในช่วงก่อนเกิดสงคราม CSIS วิเคราะห์
ที่ผ่านมามิสไซล์โทมาฮอว์กไม่ถึง 200 ลูกถูกผลิตขึ้นแต่ละปีตามคำสั่งซื้อในอดีต
และพบว่าสหรัฐฯจำเป็นต้องผลิตเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ที่โดนอิหร่านทำลายไป 290 ระบบที่คาดว่าจะสามารถนำกลับคืนได้ภายในสิ้นปี 2029
“การส่งมอบระบบมิสไซล์แพทริออตเป็นเหมือนขี่เสือปะจรเข้ของสหรัฐฯเพราะนอกจากที่ต้องนำกลับคืนเข้าคลังแสงของตัวเองแล้ว ยังต้องช่วยยูเครนป้องกันจากการโจมตีมิสไซล์ของรัสเซีย และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอีก 17 ประเทศทั่วโลกที่ใช้ในการสกัดการโจมตีทางอากาศ”
CSIS ชี้ว่า แต่อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งจำเป็นต้องระวังเพราะหากเกิดความขัดแย้งกับสหรัฐฯใช้ว่าจะได้เปรียบทั้งหมดจากการที่ อเมริกาได้แสดงให้เห็นแล้วถึงความสามารถทางการทหารล่าสุดในอิหร่าน เวเนซุเอลา และกบฎฮูตีในเยเมน
“จีนวิตกอย่างลึกซึ้งถึงการไม่มีประสบการณ์รบสมัยใหม่และอีกทั้งยังแสดงความสามารถแย่ในสงครามครั้งสุดท้ายที่เวียดนามในปี 1979” อ้างอิงจากรายงาน CSIS และเสริมว่า “ความแตกต่างในเชิงชั้นประสบการณ์อาจถูกใช้เป็นเครื่องป้องปรามจนกว่ายุทโธปกรณ์จะกลับคืนสู่คลังแสง”


