การนำเข้าสินค้าจากจีนของปากีสถานในรูปแบบสกุลเงินหยวน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 5.6% ในปี 2016 เป็น 19.1% ในปี 2025 และเวลานี้แตะระดับเกือบ 25% แล้วในปี 2026 เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการค่อยๆปลีกตัวออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ในการซื้อขายทวิภาคี ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
รายงานข่าวของสปุตนิก สื่อมวลชนรัสเซีย ระบุว่าเวลานี้การแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลทวิภาคี อยู่ที่ 30,000 ล้านหยวน(140,000 ล้านบาท)
ทั้งนี้ระบบการชำระเงินและหักบัญชีสกุลเงินหยวน (RMB) หรือบรรดาธนาคาร(ICBC และ Bank of China) ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางจีน (PBOC) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเคลียร์ริ่ง ดำเนินการออกหนังสือหนังสือรับรองเครดิตและการจัดหาเงินทุนทางการค้า โดยที่ไม่ต้องแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ปากีสถานเข้าถึงตลาดทุนจีนได้เป็นครั้งแรกผ่านการออกพันธบัตรสกุลเงินหยวน "แพนด้าบอนด์" มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์มองว่าดีลดังกล่าวอาจเป็นก้าวย่างแรกของแผนการใหญ่ 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่มีทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคาร AIIB หนุนหลัง และสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การกู้เงินแต่มันคือ “การเลือกข้าง” ทางการเงินของประเทศหนึ่งๆ
ปากีสถานเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็น "ต้นแบบ" และเวลานี้กำลังเสาะหาข้อตกลงสกุลเงินคล้ายๆกันกับรัสเซียและอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวของปากีสถานมีขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินต่อเนื่องทั้งปัญหาหนี้สาธารณะ ค่าเงินอ่อน และการเข้าถึงเงินทุนที่ยากขึ้น
ที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาแบบปากีสถาน มักพึ่งพาเงินดอลลาร์ ผ่าน IMF หรือพันธบัตรในตลาดโลกแต่ ณ วันนี้ ทางเลือกนั้นเริ่ม “แพงขึ้น” และ “เข้มงวดขึ้น” ดังนั้นการออกพันธบัตรหยวน จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เปิดประตูไปหานักลงทุนจีนโดยตรงและที่สำคัญ มันช่วยลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
ด้วยแพนด้าบอนด์ คือพันธบัตรที่ออกในจีนและใช้สกุลเงินหยวน ดังรั้นถ้าใครอยากลงทุน ก็ต้องถือเงินหยวน นั่นหมายความว่าถ้าดีลนี้ประสบความสำเร็จ ปากีสถานจะสามารถเข้าถึงสภาพคล่องของจีนได้โดยตรง
(ที่มา:สปุตนิก/เอเจนซี)


