xs
xsm
sm
md
lg

ภายหลังเจรจาซัมมิตกับ ‘สี’ ที่ปักกิ่ง‘ทรัมป์’กำลังสั่นคลอนความเชื่อ‘เรื่องไต้หวัน’ของชนชั้นนำในวอชิงตัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ลีออน ฮาดาร์


ทรัมป์ดูเหมือนแสดงท่าทีหวั่นไหวเรื่องคำมั่นสัญญาของสหรัฐฯในการปกป้องไต้หวัน ขณะที่เขาเจรจาหารือกับ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/americas-taiwan-gap-utterly-exposed-at-trump-xi-summit/)

America’s Taiwan gap utterly exposed at Trump-Xi summit
by Leon Hadar
18/05/2026

ทรัมป์ยอมรับในหลักการเกี่ยวกับข้อเสนอของ สี ที่ให้วางกรอบความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ซึ่งมุ่งไปสู่ “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์” กรอบโครงเช่นนี้ก็คือการทูตแห่งการรอมชอมนั่นเอง

ประโยคที่เผยให้เห็นความจริงมากที่สุดของการประชุมซัมมิตทรัมป์-สี ในกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ได้ถูกพูดออกมา ณ มหาศาลาประชาชน มันปรากฏออกมาภายหลังจากนั้น บนเครื่องบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตอนที่ ทรัมป์ ถูกทีวีฟ็อกซ์นิวส์ถามว่า เขาคิดอย่างไรกับเกาะไต้หวัน ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากที่สุดชนิดไร้หัวข้ออื่นเทียบติด ระหว่างช่วงเวลา 2 วันที่เขาเจรจาหารืออยู่กับ สี จิ้นผิง

“เราจะเรียกมันว่าเป็น สถานที่แห่งหนึ่ง (a place) ก็แล้วกันนะ” โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบ “เนื่องจากไม่มีใครรู้เลยว่าจะให้คำจำกัดความมันว่ายังไง” เมื่อถูกถามอีกคำคามหนึ่งว่า พลเมืองชาวไต้หวันควรรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นหรือน้อยลงภายหลังการประชุมซัมมิตคราวนี้ เขาตอบว่า “กลางๆ ไม่ดีไม่เลว” (Neutral)

สำหรับพวกนักล็อบบี้ให้แก่ไต้หวันในกรุงวอชิงตัน ซึ่งมีทั้งพวกที่ฝักใฝ่พรรครีพับลิกันและทั้งพวกฝักใฝ่พรรคเดโมแครต เราสามารถทำนายได้เลยว่าจะต้องมีการประโคมเรื่องนี้ให้กลายเป็นความเอิกเกริกอื้อฉาว เซคชั่นความเห็นของสื่อต่างๆ ในระยะไม่กี่วันจากนี้ไปจะอุดมไปด้วยคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องการยอมอ่อนข้อให้แก่ปักกิ่ง, การทอดทิ้งมิตรอย่างไต้หวัน, และเครดิตความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จากการพูดจาใช้ถ้อยคำอย่างไม่ระมัดระวังของทรัมป์ ก็สามารถกระทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ ซึ่งวาทกรรมสวยงามระมัดระวังของคณะบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ 3 คนที่ผ่านมา (จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บารัค โอบามา, โจ ไบเดน) ไม่เคยสามารถกระทำได้

คำพูดของทรัมป์กำลังเป็นการใช้ภาษาอังกฤษพื้นๆ ธรรมดาๆ มาเน้นย้ำความเป็นจริงเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งพวกชนชั้นนำด้านนโยบายการต่างประเทศของอเมริกาได้ใช้เวลามายาวนาน 1 ชั่วอายุคนแล้ว ในการเสแสร้งทำเป็นว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นมันไม่ได้ดำรงอยู่

อสมมาตรที่ไม่มีใครต้องการหยิบกขึ้นมาอภิปรายถกเถียง

ไต้หวัน เป็นดินแดนซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่จีนคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ก็อยู่ที่ราวๆ 100 ไมล์ และอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯคิดเป็นตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ราวๆ 7,000 ไมล์ สำหรับปักกิ่งแล้ว เกาะแห่งนี้คือสิ่งที่พวกนักยุทธศาสตร์ชาวจีนเรียกขานมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วว่า มันคือ “ผลประโยชน์ระดับแกนกลาง” (core interest) ซึ่งผูกพันทั้งกับอำนาจอธิปไตยของจีน, ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในแดนมังกรซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายได้ชัยชนะในที่สุด, ตลอดจนความถูกต้องชอบธรรมของการปกครองเหนือแผ่นดินแดนมังกรของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สี ทบทวนความหลังให้ ทรัมป์ ฟัง ด้วยการใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาชนิดผิดธรรมดา โดยเรียกไต้หวันว่า เป็น “ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน” และด้วยการเตือนว่า การจัดการกับเรื่องนี้อย่างผิดพลาดจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์นี้เข้าสู่ “ภาวะอันตรายอย่างใหญ่หลวง”

สำหรับสหรัฐฯแล้ว ไต้หวันเป็นอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ชาวอเมริกันรู้สึกให้ความชื่นชมอย่างเห็นอกเห็นใจและมีมิตรไมตรี, เป็นข้อต่อที่สำคัญยิ่งยวดในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของโลก, และเป็นชิ้นส่วนที่มีประโยชน์ –ถึงแม้ว่าเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง— ในภูมิศาสตร์ของอาณาบริเวณแปซิฟิกตะวันตก แต่ที่ว่ามาเหล่านี้ เมื่อพิจารณากันในแง่ของความหมายแบบคลาสสิกแล้ว ไม่มีข้อใดเลยที่ก้าวผงาดขึ้นมาอยู่ในอันดับชั้นของการเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่ทรงความสำคัญระดับความเป็นความตาย เป็นความสำคัญชนิดที่ทำให้มหาอำนาจยิ่งใหญ่รายหนึ่งพร้อมที่จะเสี่ยงแม้จะต้องเกิดสงครามใหญ่

ที่พูดมานี้ไม่ใช่เป็นคำแถลงในเชิงศีลธรม มันเป็นคำแถลงเกี่ยวกับระยะทาง, โลจิสติกส์, และสมดุลของแสนยานุภาพทางทหารตามแบบแผนปกติ (balance of conventional military power นั่นคือ ไม่นำเอาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์มาคิดคำนวณด้วย) ในแนวห่วงโซ่หมู่เกาะแนวแรก (First Island Chain) แห่งยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯตั้งแต่ยุคสงครามเย็นในการปิดล้อมจีนคอมมิวนิสต์ โดยที่การประเมินผลอย่างซื่อสัตย์ของพวกนักวิเคราะห์ที่จริงจังเคร่งครัด ไม่ใช่ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการเล่นเกมสงคราม ก็ได้ชี้มายังทิศทางเดียวกันนี้สักระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวคือ ในเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามทีที่อาจเกิดขึ้นได้กับไต้หวันในระยะใกล้ๆ นี้ กองทัพปลดแอกประชาชนจีนจะทำการสู้รบแบบทำศึกอยู่ที่บ้านตัวเองซึ่งพรั่งพร้อมด้วยมวลชนและแนวสนับสนุนภายในประเทศแนวต่างๆ ขณะที่สหรัฐฯจะสู้รบอยู่ที่สุดปลายของห่วงโซ่อุปทานซึ่งแผ่ขยายยืดยาวข้ามมหาสมุทร ตลอดจนจากฐานทัพต่างๆ ในญี่ปุ่นและเกาะกวม ซึ่งตัวมันเองล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายในพิสัยยิงถล่มของขีปนาวุธจีน

ทรัมป์ ซึ่งคำพูดคำจาของเขาใช้คำศัพท์ที่ไม่ได้มีความอลังการอะไรเลย กลับดูเหมือนจะจับเอาความเป็นจริงตรงนี้ได้อย่างแน่นแฟ้น “ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะทำอะไรหรอกเมื่อผมยังอยู่ตรงนี้” เขาพูดถึงเรื่องที่ฝ่ายจีนอาจเคลื่อนไหวบุกเกาะไต้หวัน “เมื่อผมไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าพวกเขาก็อาจจะ ขอพูดตรงๆ ซื่อๆ กับคุณอย่างนี้แหละ”

ถ้าหากตีความแบบให้หลุดออกมาจากการใช้ลีลาภาษาแบบของทรัมป์แล้ว เรื่องนี้ก็จะเป็นอะไรบางอย่างซึ่งใกล้เคียงกับจุดยืนที่พวกมีแนวคิดยึดมั่นความเป็นจริง (หรือพวกเรียลลิสต์) ในด้านนโยบายการต่างประเทศ (foreign policy realists) เสนอแนะรับรองเอาไว้นานแล้ว นั่นคือ ในการรับมือกับปักกิ่งในเรื่องไต้หวันนั้น ก่อนอื่นควรต้องป้องปรามด้วยการอาศัยความคาดเดาทำนายได้ยากที่อยู่ในบุคลิกลักษณะส่วนบุคคลของทางผู้นำ โดยควรอาศัยเรื่องนี้เอาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, จากนั้นก็ตามมาด้วยการรอมชอม, และแน่นอนทีเดียวว่าไม่มีการทำสงครามเพื่อเกาะๆ หนึ่งที่ตั้งอยู่ห่าง 100 ไมล์จากจีน และ 7,000 ไมล์จากแคลิฟอร์เนีย

รายงานสรุปสาระสำคัญของฝ่ายอเมริกันคือสิ่งที่ส่งเสียงดังสนั่นที่สุด

พวกคำแถลงต่างๆ ในทางการทูต เป็นสิ่งที่สมควรอ่านเพื่อดูเนื้อหาที่บรรจุเอาไว้ แต่ก็สมควรนำมาพิจารณาถึงสิ่งที่มันคัดออกไม่เอามารวมเอาไว้ด้วยเช่นกัน รายงานสรุปสาระสำคัญของการประชุมซัมมิตครั้งนี้ของฝ่ายจีน ถือเอาเรื่องไต้หวันเป็นศูนย์กลางของการสนทนาทีเดียว แต่รายงานสรุปสาระสำคัญของฝ่ายอเมริกัน ตามที่มีปรากฏเอาไว้โดยสื่อและแหล่งต่างๆ หลากหลาย กลับไม่ได้มีการอ้างอิงกล่าวถึงไต้หวันเลย

นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการมองข้ามไม่เห็นความสำคัญ แต่มันเป็นการยอมรับอย่างเงียบๆ ว่า สหรัฐฯซึ่งเวลานี้กำลังเพิ่งสู้รบในสงครามหนึ่งที่อ่าวเปอร์เซีย และยังกำลังเป็นประธานของความพัวพันยุ่งขิงด้านความมั่นคงในยุโรปที่ยังไม่ทราบว่าจะจบลงได้อย่างไรนั้น ไม่ได้มีอารมณ์สำหรับการโฆษณาป่าวร้องเรื่องแนวรบด้านที่สามซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในแปซิฟิกตะวันตกหรอก

กรอบโครงใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่ง สี เป็นผู้เสนอ และทรัมป์ ก็ยอมรับในหลักการ –ที่เรียกชื่อว่า เป็น “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์” (constructive strategic stability) ในระหว่างมหาอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งสอง— ไม่ว่าพวกนักการทูตปรารถนาจะเรียกขานมันว่ายังไงก็ตามที มันคือภาษาของการรอมชอมกัน โดยที่ฝ่ายจีนกำลังถือว่ามันคือหลักการแห่งการปฏิบัติการในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนสำหรับช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของทศวรรษนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ในกรุงวอชิงตัน เรื่องนี้จะต้องถูกพวกนักวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์นำเสนอให้เห็นว่าคือความอ่อนแอคือการอ่อนข้อ ส่วนในปักกิ่ง มันกำลังถูกนำเสนอในฐานะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทรงความหมายในประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายนี้ต่างก็ถูกต้องเป็นบางส่วน อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นความจริงแท้นั้น มันมีความน่าสนใจยิ่งกว่านั้นเสียอีก กล่าวคือ มันเป็นการที่วอชิงตันยอมรับความเป็นจริงอันน่าอับอายขายหน้าอย่างช้าๆ ที่ว่าช่วงเวลาแห่งการเป็นขั้วอำนาจหนึ่งเดียวของโลกนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว และสหรัฐฯจำเป็นต้องกลับใช้ใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่งในโลกซึ่งมีมหาอำนาจยิ่งใหญ่รายอื่นๆ ที่มีปริมณฑลแห่งความกังวลสนใจอย่างยิ่งยวดของตนเองที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากของสหรัฐฯ

อันตรายของการอยู่ในระหว่างกลาง

ควรต้องเน้นย้ำเอาไว้ในที่นี้ว่า สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่มีอะไรเลยที่หมายความว่าไต้หวันกำลังถึงคราวหายนะ และก็ไม่มีอะไรที่หมายความว่าวอชิงตันควรยกมือยอมแพ้ให้ปักกิ่ง

สิ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง และก็เป็นสิ่งที่คอลัมน์นี้ได้เสนอเหตุผลเรียกร้องให้ทำกันมาระยะหนึ่งแล้ว ได้แก่การธำรงรักษาสถาปัตยกรรมที่น่าอึดอัดเคอะเขินทว่าคงทนถาวรซึ่งสถาปนากันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1979 นั่นคือ นโยบายที่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าจีนมีอยู่จีนเดียว (One China policy) แต่สหรัฐฯก็ยังคงมีความสัมพันธ์อันไม่เป็นทางการที่เข้มแข็งกับไต้หวัน, มีการขายอาวุธให้เกาะแห่งนี้อย่างเพียงพอสำหรับการป้องกันตนเอง, และมีความจงใจรักษาความกำกวมในเรื่องที่ว่าอเมริกาจะเข้าเกี่ยวข้องแทรกแซงทางทหารจนถึงขนาดไหน ถ้าหากจีนบุกไต้หวัน สถาปัตยกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองสันติภาพในสองฟากฝั่งช่องแคบไต้หวันเอาไว้ได้เรื่อยมาเป็นเวลาเกือบๆ ครึ่งศตวรรษแล้ว

สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งนั้น ไม่ใช่ทั้งแนวความคิดมองโลกตามความเป็นจริงแบบพวกเรียลลิสต์ หรือเรื่องการยับยั้งชั่งใจของสหรัฐฯ หากแต่เป็นการวางท่าทางอยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ โดยที่วอชิงตันได้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปอยู่ตรงระหว่างกลางดังกล่าวนี้ตั้งแต่ในปี 2016 เป็นต้นว่า การให้คำมั่นสัญญาในทางถ้อยคำโวหารแก่ไต้หวันที่มีลักษณะครอบคลุมแผ่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ, การเตรียมพร้อมทางทหารที่ยังคงไม่เพียงพอ, และนิสัยของพวกนักการเมืองในทั้งสองพรรคใหญ่ของสหรัฐฯซึ่งแทนที่จะปฏิบัติต่อไต้หวันในฐานะที่เป็นจริงนั่นคือถือว่ามันเป็น “สถานที่แห่งหนึ่ง” พวกเขากลับนิยมที่จะมองมันเป็นสัญลักษณ์ในการแข่งขันชิงชัยทางอุดมการณ์อันมีขอบเขตกว้างใหญ่กว่านั้นมากระหว่างอเมริกากับจีน

นี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวง มันเชื้อเชิญให้ปักกิ่งต้องการที่จะทดสอบว่าฝ่ายอเมริกันมีความความมั่นคงเด็ดเดี่ยวแค่ไหนในจุดที่ความมั่นคงเด็ดเดี่ยวของอเมริกันมีความอ่อนแออย่างที่สุด ขณะเดียวกันมันยังกำลังกระตุ้นส่งเสริมให้ไทเปเกิดความเชื่อขึ้นมาว่าวอชิงตันกำลังให้การค้ำประกันพวกเขา ซึ่งความจริงแล้ววอชิงตันไม่ได้มีความตั้งใจจะรับประกันดังที่ว่าแต่อย่างใดเลย

การพูดให้ความเห็นเรื่อง “สถานที่หนึ่ง” ของทรัมป์คราวนี้ ไม่ว่าจะถูกเยาะเย้ยอย่างไรก็ตามที มันก็มีความใกล้ชิดกับจิตวิญญาณแห่งแถลงการณ์ร่วมเซี่ยงไฮ้ปี 1972 (1972 Shanghai Communique) ยิ่งกว่าอะไรก็ตามที่คณะบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ 3 ชุดก่อนหน้าทรัมป์ ได้พยายามจัดการให้เกิดขึ้นมา ความเป็นอัจฉริยะตั้งแต่ดั้งเดิมเริ่มแรกของฝ่ายอเมริกันในคำถามว่าด้วยไต้หวันนั้น อยู่ตรงที่การปล่อยให้การนิยามจำกัดความคำถามนี้ค้างคาเอาไว้แบบไม่มีความกระจ่างชัดเจน และความคลุมเครือนี้เองก็กลายเป็นสิ่งให้ประโยชน์แก่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มันเป็นฝ่ายวอชิงตันเอง หาใช่ฝ่ายปักกิ่งไม่ ที่ได้เริ่มต้นเขียนสคริปต์เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ในช่วงไม่กี่ปีหลังๆ มานี้

ข้อเสนอแนะเล็กๆ น้อยๆ

บทเรียนจากซัมมิตปักกิ่งคราวนี้ ซึ่งสมควรเก็บรับนำเอามาใช้สอนสั่งพวกชนชั้นนำทางนโยบายการต่างประเทศในวอชิงตัน ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ทรัมป์ ได้ทรยศหักหลังไต้หวัน เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย

บทเรียนดังกล่าวกลับอยู่ตรงที่ว่า แม้กระทั่งประธานาธิบดีที่เป็นนักต่อสู้ชอบรบราโดยสัญชาตญาณ แถมถูกแวดล้อมด้วยบรรดาสายเหยี่ยวในเรื่องจีน ยังคงค้นพบว่าตัวเขาเองกำลังจมน้ำ จากการผลักดันตามแรงโน้มถ่วงของความเป็นจริงทั้งทางภูมิศาสตร์และทั้งทางการทหารแท้ๆ จนเขาต้องมุ่งหน้าไปสู่อะไรบางอย่าง ซึ่งคล้ายคลึงกับความรอมชอมแบบนักนิยมมองโลกตามความเป็นจริง ซึ่ง เฮนรี คิสซิงเจอร์ ได้วาดภาพออกมาอย่างคร่าวๆ ให้เห็นกันเมื่อราวครึ่งศตวรรษที่แล้ว ทว่าหลังจากนั้นมาพวกนักวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาจำนวนมากก็ได้ปฏิเสธไม่ยอมอัปเดตความคิดนี้ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน

พวกที่อ้างตัวเองว่าต้องการที่จะผลักดันทำให้มีการใช้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America first) มีพันธะผูกพันที่จะต้องตั้งคำถาม ซึ่งพวกชนชั้นคลังสมอง (think-tank class) ในวอชิงตันทั้งหลายจะไม่ยอมตั้งกันเลย กล่าวคือ สหรัฐฯเตรียมพร้อมแล้วจริงๆ หรือที่จะส่งบุตรชายและบุตรสาวของพวกเขาไปตายในช่องแคบไต้หวัน ในการสู้รบต่อต้านศัตรูรายหนึ่งที่ก็มีอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาไล่เรียงกันอย่างซื่อสัตย์ใดๆ ก็ตามที จะต้องเรียกว่า มันเป็นผลประโยชน์ระดับชายขอบเท่านั้น?

ถ้าหากคำตอบคือ ไม่ใช่ สหรัฐฯไม่ได้มีความพร้อมเช่นนั้นหรอก นอกจากนั้นใครๆ ย่อมมีความสงสัยข้องใจกันว่า เมื่ออยู่กันภายในห้องที่คุยกันอย่างปิดลับเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีการถกเถียงอภิปรายกันอย่างแท้จริงแล้ว ข้อสรุปที่ได้ออกมาก็น่าจะอยู่ในทำนองเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน หากว่ามันเป็นดังที่ว่านี้จริงๆ แล้ว ท่วงท่าความเข้าใจของสาธารณชนก็จะต้องตามทันท่วงท่าความเข้าใจของการพูดจากันอย่างปิดลับเป็นส่วนตัวเข้าจนได้ในท้ายที่สุด

ทรัมป์นั้น ด้วยบุคลิกลักษณะแบบขาดความละเอียดอ่อนไร้ความสุขุมรอบคอบ เพิ่งจะเริ่มต้นกระบวนการไล่ติดตามให้ทันดังกล่าวนี้ จากนี้ไปบรรดาผู้ที่มีความคิดเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้วในห้องดังกล่าว ก็จะต้องทำให้ดีๆ เพื่อจบประโยคเปิดเกมทีเด็ดของทรัมป์ที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงข้างต้น

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “โกลบอล ซีต์กีสต์” (Global Zeitgeist) บนแพลตฟอร์ม “ซับสแทค” (substack) ของ ลีออน ฮาดาร์

หมายเหตุผู้แปล
แถลงการณ์ร่วมเซี่ยงไฮ้ปี 1972 (1972 Shanghai Communique) เป็นเอกสารทางการทูตที่ออกโดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1972 อันเป็นวันสุดท้ายของการไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน

จุดหลักๆ เอกสารนี้ คือ สหรัฐฯรับทราบอย่างเป็นทางการว่า “ชาวจีนทั้งมวลในทั้งสองฝั่งของช่องแคบไต้หวันต่างยืนยันว่าประเทศจีนมีเพียงประเทศเดียว” แถลงการณ์ร่วมนี้ยังระบุถึงความปรารถนาของทั้ง 2 ชาติในเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการขยายการติดต่อทางเศรษฐกิจและทางวัฒนธรรมระหว่างกันโดยผ่านการค้าทวิภาคี ทั้งสองชาติยังเห็นพ้องกันที่จะเพิ่ม “การติดต่อระหว่างประชาชนต่อประชาชน” และลู่ทางโอกาสทางการพาณิชย์ เวลาเดียวกันก็ยังกำลังทำงานเพื่อไปสู่การทำให้ความสัมพันธ์ “เข้าสู่ปกติ” ทั้งนี้แถลงการณ์ร่วมย้ำว่า การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติเข้าสู่ปกติจะเป็นคุณูปการ “ต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดในเอเชียและในโลก” นอกจากนั้นในแถลงการณ์ร่วมยังระบุว่า “...ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีระบบสังคมอย่างไรก็ตาม สมควรดำเนินความสัมพันธ์ของพวกเขาบนหลักการของความเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐทั้งหมด, ไม่รุกรานรัฐอื่นๆ, ไม่แทรกแซงในกิจการภายในของรัฐอื่นๆ , เสมอภาคและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน, และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Shanghai_Communiqu%C3%A9)