xs
xsm
sm
md
lg

'ทรัมป์' ไม่ฟันธงขายอาวุธ $14,000 ล้านให้ไทเป เผย 'สีจิ้นผิง' เอ่ยปากถามตรงๆ 'จะปกป้องไต้หวันหรือไม่' หากจีนบุก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) ว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าขายอาวุธล็อตใหญ่ให้กับไต้หวันหรือไม่ ซึ่งเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อไทเป ภายหลังจากการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้

ระหว่างสัมภาษณ์กับนักข่าวหลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสหรัฐฯ ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดีไต้หวันเกี่ยวกับข้อเสนอขายอาวุธ ซึ่งการปฏิสัมพันธ์นี้อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

การสนทนาโดยตรงระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่กับผู้นำไต้หวันจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่วอชิงตันเปลี่ยนการรับรองทางการทูตจากไทเปเป็นปักกิ่งในปี 1979 และอาจทำให้จีนไม่พอใจ เนื่องจากจีนถือว่าเกาะที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้เป็นดินแดนของตนเอง

ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันขณะเดินทางกลับจากจีนว่า เขาจะตัดสินใจเกี่ยวกับการขายอาวุธที่กำลังดำเนินการอยู่ในเร็วๆ นี้

“ผมต้องพูดคุยกับคนที่ตอนนี้กำลังบริหารไต้หวันอยู่ คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร” ทรัมป์ กล่าว โดยไม่ได้เอ่ยชื่อประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์เกี่ยวกับคำพูดของ ทรัมป์ ว่า เขาหมายถึงการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีไต้หวันหรือไม่ แต่ย้ำว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการขายอาวุธครั้งใหม่จะเกิดขึ้น “ในเวลาอันสั้น”

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ทรัมป์ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ

ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ วอชิงตันมีหน้าที่ต้องจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้รัฐบาล ทรัมป์ ดำเนินการขายอาวุธต่อไป

แพกเกจอาวุธครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ สำหรับไต้หวันที่มีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นขั้นสูง กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ ทว่าความพยายามของ ทรัมป์ ในการเจรจาข้อตกลงการค้าที่น่าพอใจกับจีนได้ก่อให้เกิดความกังวลทั้งในสหรัฐฯ และไต้หวันว่า เขาอาจลดการสนับสนุนทางทหารของวอชิงตันต่อไทเป

คำกล่าวของ ทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเดินทางเยือนจีน 3 วัน ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017 โดยเป็นที่คาดการณ์กันว่า สี จิ้นผิง คงจะกดดันเขาเกี่ยวกับการสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐฯ

ในระหว่างการหารือ สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับ ทรัมป์ ว่า การจัดการประเด็นไต้หวันอย่างไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งเป็นการเตือนที่รุนแรง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทรัมป์อกล่าวว่า เขาและสี จิ้นผิง "พูดคุยกันมากเกี่ยวกับไต้หวัน" แต่เสริมว่า เขาไม่เชื่อว่ามีความขัดแย้งในประเด็นนี้ เขายังกล่าวว่าตนไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับ สี จิ้นผิงอเกี่ยวกับไต้หวัน

"ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ผมแค่ฟังเขาพูด" ทรัมป์ เอ่ยถึง สี

ทรัมป์ ยังกล่าวอีกว่า สี จิ้นผิง ถามตรงๆ ว่า สหรัฐฯ จะปกป้องไต้หวันหรือไม่หากจีนโจมตีเกาะแห่งนี้ แต่เขาปฏิเสธที่จะตอบ

“มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และนั่นก็คือผม ผมเป็นคนเดียว” ทรัมป์ กล่าว “ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ถามผมในวันนี้ ผมตอบไปว่า ผมไม่พูดถึงเรื่องนั้น”

จีนคัดค้านการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่ไต้หวันมานานแล้ว โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของตน และไม่เคยปฏิเสธทางเลือกใช้กำลังเพื่อนำเกาะแห่งนี้มาอยู่ภายใต้การควบคุม

กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่า ได้รับทราบความคิดเห็นต่างๆ ของ ทรัมป์ แล้ว และขอบคุณเขาที่อนุมัติการขายอาวุธก่อนหน้านี้ โดยเน้นย้ำว่า การขายดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายของสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันระบุในคำแถลงว่า "ในส่วนของการขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ นั้น ไม่เพียงแต่เป็นพันธกรณีด้านความมั่นคงต่อไต้หวันซึ่งสหรัฐฯ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันเท่านั้น แต่ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการป้องปรามร่วมกันต่อภัยคุกคามในภูมิภาคด้วย"

รัฐบาล ทรัมป์ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ให้ไต้หวันซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน ธ.ค. และยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การขายอาวุธที่อยู่ระหว่างดำเนินการนั้นอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการของสหรัฐฯ และนโยบายที่สหรัฐฯ มีต่อไต้หวันยังไม่เปลี่ยนแปลง

บอนนี เกลเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวันจากกองทุนเยอรมันมาร์แชลล์ (German Marshall Fund of the United States) กล่าวว่า คำพูดของ ทรัมป์ นั้นบ่งบอกเป็นนัยว่าเขาจะพูดคุยกับ ไล่ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เธอเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนสั่นคลอน

“ฉันสงสัยว่าเขาจะพูดคุยกับ ไล่ หรือไม่ ฝ่ายจีนจะต้องจับตาดูคำพูดของ ทรัมป์ อย่างใกล้ชิด และคงจะขอคำชี้แจง พวกเขาต้องการคำยืนยันว่าประธานาธิบดี ทรัมป์ พูดผิด และไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น” เกลเซอร์ กล่าว

ในปี 2016 ก่อนที่ ทรัมป์จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เทอมแรก เขาได้สนทนากับ ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันในขณะนั้น ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจทางการทูตจากปักกิ่ง การสนทนาครั้งนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ เนื่องจากขณะนั้น ทรัมป์ ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังไม่ได้เริ่มเปิดสงครามการค้าที่รุนแรง 2 ครั้งกับจีนซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับปักกิ่ง

ที่มา: รอยเตอร์