xs
xsm
sm
md
lg

จับตา ‘ซัมมิตทรัมป์-สี’ ทำให้จีนตัดสินใจซื้อพลังงานสหรัฐฯเพิ่มขึ้นหรือไม่ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เจฟฟ์ เปา


เรือบรรทุกน้ำมันดิบลำหนึ่ง กำลังถ่ายน้ำมันที่ลำเลียงมา ณ จุดขนถ่ายน้ำมันของท่าเรือในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางภาคตะวันออกของจีน ในภาพนี้ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/trump-xi-summit-to-weigh-us-energy-sales-amid-hormuz-crisis/)

Trump-Xi summit to weigh US energy sales amid Hormuz crisis
by Jeff Pao
13/05/2026

พวกผู้รู้ชาวจีนกำลังถกเถียงกันว่า ปักกิ่งควรที่จะซื้อน้ำมันและก๊าซสหรัฐฯ หรือยังคงกระจายการนำเข้าจากแหล่งพลังงานในที่อื่นๆ

การเป็นหุ้นส่วนกันทางด้านพลังงาน จะเป็นรายการสำคัญที่สุดรายการหนึ่งในวาระการเจรจาหารือ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ตั้งแต่คืนวันพุธ (13 พ.ค.) จนถึงวันศุกร์ (15 พ.ค.) พบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยที่วอชิงตันกำลังพยายามหาทางทำให้ปักกิ่งกลับมาตกลงผูกพันซื้อหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอเมริกันอีกคำรบหนึ่ง

พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯออกมากล่าว [1] เมื่อไม่นานมานี้ว่า ข้อตกลงที่ปักกิ่งจะซื้อพลังงานอเมริกันเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่กำลังมีการพิจารณากันอยู่ ขณะที่สงครามในอิหร่านและการปิดล้อมน่านน้ำรอบๆ ช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มคำถามสดๆ ใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่จีนมีการพึ่งพาอาศัยเส้นทางซัปพลายพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสูงลิ่วอยู่ในเวลานี้

จีนนั้นเคยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas หรือ LNG) คิดเป็นมูลค่า 8,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2024 แต่ได้หยุดชะงักไปเป็นส่วนใหญ่ ภายหลังเกิดสงครามภาษีศุลกากรที่ ทรัมป์ ก่อขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2025

ในปี 2024 จีนยังนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐฯคิดเป็นปริมาณเท่ากับ 193,000 บาร์เรลต่อวัน และมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นราวๆ 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันสหรัฐฯอีกเลยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 สืบเนื่องจากมันถูกจัดเก็บภาษีศุลกากรอัตรา 20% ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสงครามการค้าและภาษีศุลกากร โดยที่แดนมังกรชดเชยส่วนที่ขาดหายไปด้วยการลำเลียงเพิ่มมากขึ้นจากพวกประเทศอย่างแคนาดาและบราซิล

สำหรับก๊าซ LNG สหรัฐฯ ปริมาณการนำเข้าของจีนอยู่ในลักษณะผันผวนรุนแรงในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ โดยเมื่อปี 2021 จีนนำเข้า LNG สหรัฐฯราวๆ 7.04 ล้านตัน แต่ตัวเลขนี้หล่นฮวบลงเหลือแค่ 4.15 ล้านตันในปี 2024 ขณะที่พวกบายเออร์จีนหันไปหาซัปพลายเออร์รายอื่นๆ อย่างเช่น รัสเซีย และกาตาร์ ซึ่งเสนอขายสินค้าที่คุ้มค่าคุมราคากว่า LNG ส่งมอบทันทีที่ขนส่งมาจากสหรัฐฯ

ตัวเลขนี้ไหลรูดลงอีกจนเหลือแค่ 26,000 ตันในปี 2025 หลังจากจีนประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าอัตรา 25% กับ LNG สหรัฐฯ โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันในสงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสอง

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม การนำเข้าก๊าซอีเทน (ethane) และก๊าซโพรเพน (propane) สหรัฐฯของจีน ได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยกว่านักหนาจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสหรัฐฯเป็นซัปพลายเออร์ก๊าซอีเทนเพียงรายเดียวของจีน และยังคงเป็นซัปพลายเออร์ก๊าซโพรเพนรายใหญ่ที่สุดของจีนในปี 2025 ก๊าซ 2 อย่างนี้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็นพลาสติกชนิดต่างๆ

สหรัฐฯกำลังพยายามผลักดันจีน [2] ให้ซื้อหาพลังงานของตนมาระยะหนึ่งแล้วโดยพึ่งพาอาศัยยุทธศาสตร์ให้รางวัลและการลงโทษ (carrot-and-stick strategy) ทั้งนี้ ในด้านหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศแซงก์ชั่นลงโทษพวกโรงกลั่นน้ำมันภาคเอกชนของจีนที่เรียกขานกันว่า โรงกลั่นน้ำมัน “กาน้ำชา” ตลอดจนพวกเรือซึ่งเกี่ยวข้องโยงใยอยู่กับ “กองเรือเงา” ( shadow fleet) ของอิหร่าน ซึ่งหมายถึงบรรดาเรือที่บรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่เคลื่อนไหวลอยลำอยู่กลางทะเล คอยแอบขนถ่ายลงเรือผู้ซื้อเพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับและถูกแซงก์ชั่นจากสหรัฐฯและพวกชาติพันธมิตร ขณะเดียวกันวอชิงตันยังกำลังข่มขู่คุกคามที่จะใช้มาตรการแซงก์ชั่นทางอ้อม หรือการแซงก์ชั่นขั้นที่สอง (secondary sanctions) เล่นงานธนาคารจีนทั้งหลายซึ่งช่วยเหลือการตกลงทำธุรกรรมต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน

เจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative หรือ USTR) แถลง [3] เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา กล่าวหาว่า พวกบายเออร์น้ำมันอิหร่านกำลังสร้างคุณประโยชน์ให้แก่กิจกรรมการก่อการร้ายทั้งหลายของเตหะราน รวมทั้งระบุว่าเรื่องที่จีนปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามมาตรการแซงก์ชั่นต่างๆ ของสหรัฐฯ จะต้องเป็นรายการเจรจาสำคัญรายการหนึ่งในการพบปะระหว่างทรัมป์-สีในคราวนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์แถลง [4] ว่ายินดีต้อนรับจีนมาซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เขาพูดถึง สี ว่าเป็น “คนยอดเยี่ยม” คนหนึ่ง และกล่าวว่าเขาเข้ากันได้ดีกับ สี

“เรายื่นข้อเสนอไปว่า เขาต้องการที่จะส่งเรือมายังสหรัฐฯ (เพื่อซื้อน้ำมันและก๊าซ) ไหม” ทรัมป์ บอก “ผมระบุลงไปว่า ส่งเรือของคุณมาที่เทกซัสสิ มันไม่ได้ไกลเท่าไหร่หรอก ส่งเรือของคุณมาที่ลุยเซียนา ส่งเรือของคุณมาที่อะแลสกา อะแลสกานะจริงๆ แล้วอยู่ใกล้มากเลยกับประเทศเอเชียจำนวนมาก คนเขาไม่ค่อยตระหนักรับรู้กันเกี่ยวกับเรื่องนี้”

ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯกำลังทำข้อตกลง “ยอดเยี่ยม” กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งต้องสูญเสียแหล่งซัปพลายน้ำมันหลักของพวกเขาไป สืบเนื่องจากความสะดุดติดขัดในการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ เขาบอกด้วยว่า ถึงแม้จีนต้องนำเข้าน้ำมัน 60% จากทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่ สี ก็ยังคง “เคารพมาก” (โดยไม่ได้ท้าทายอย่างแข็งขันต่อมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านของสหรัฐฯ) ถึงแม้โลจิสติกส์ของฮอร์มุซได้รับความกระทบกระเทือนหนักจากสงครามในอิหร่าน

การตอบโต้ของปักกิ่ง

ระหว่างการแถลงข่าวประจำวันตามปกติ เมื่อ หลิน เจี้ยน โฆษกผู้หนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าวถามความเห็น [5] เกี่ยวกับข้อเสนอแนะของทรัมป์ที่ว่าปักกิ่งควรซื้อน้ำมันอเมริกันแทนน้ำมันอิหร่าน หลินได้ปฏิเสธที่จะให้คำตอบตรงๆ และบอกให้สื่อไปสอบถามจากพวกหน่วยงานจีนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ดีกว่า

สำหรับพวกคอมเมนเตเตอร์ชาวจีนนั้นมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางรายบอกว่าภาวะสะดุดติดขัดในตะวันออกกลางเป็นการเพิ่มน้ำหนักแก่ข้อเสนอให้จีนกระจายแหล่งซัปพลายน้ำมันและก๊าซออกไปอย่างกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม โดยรวมถึงการซื้อหาจากสหรัฐฯด้วย

คอลัมนิสต์ที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลหูหนานผู้หนึ่ง ซึ่งใช้นามปากกาว่า สีว์ ซานหลาง (Xu Sanlang) บอก [6] ว่า จีนได้ระงับการนำเข้าพลังงานสหรัฐฯแทบทั้งหมดในฐานะเป็นมาตรการตอบโต้ หลังจากทรัมป์หวนกลับคืนสู่ทำเนียบขาวในตอนต้นปี 2025 เขากล่าวว่าครั้งสุดท้ายที่จีนซื้อน้ำมันดิบสหรัฐฯคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ขณะที่การนำเข้า LNG หยุดลงหลังจากเดือนธันวาคม 2024

สีว์ อ้างอิงตัวเลขข้อมูลจากศุลกากรของจีน ซึ่งระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบเป็นมูลค่าประมาณ 325,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ในจำนวนนี้เป็นน้ำมันดิบสหรัฐฯเพียงแค่ 1.8% หรือราวๆ 6,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยังคงหล่นลงอีกจนเหลือศูนย์ในปี 2025

อย่างไรก็ดี คอลัมนิสต์ผู้นี้อ้างอิงข้อมูลตัวเลขของ Kpler ที่ระบุว่าในเดือนเมษายน 2026 น้ำมันดิบสหรัฐฯเกือบๆ 600,000 บาร์เรลต่อวันทีเดียวถูกขนถ่ายลงเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งบ่ายหน้าสู่ประเทศจีน เขาบอกว่าเหตุผลหลักก็คือการที่อิหร่านเคลื่อนไหวปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีใส่อาคารสถานที่ด้านพลังงานต่างๆ ในซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และกาตาร์

“เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ การตอบสนองที่สมเหตุสมผลที่สุดก็คือการกระจายแหล่งจัดซื้อออกไปให้มากขึ้น” สีว์ เขียนเอาไว้เช่นนี้ “ถึงแม้สหรัฐฯคือคู่แข่งขันทางการค้าของจีน แต่สหรัฐฯนั้นมีซัปพลายพลังงานอย่างพอเพียงให้ซื้อหา ก่อนหน้านี้การซื้อพลังงานสหรัฐฯของจีนต้องสะดุดลงเนื่องจากสงครามภาษีศุลกากรในปี 2025 แต่สถานการณ์หลังจากนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความมั่นคงของซัปพลายกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งกว่าอะไรอื่นๆ”

“ทรัมป์เรียกร้องมานานให้จีนซื้อพวกผลิตภัณฑ์การเกษตร, เครื่องบิน, และผลิตภัณฑ์พลังงานอเมริกันให้มากขึ้น แต่เมื่อสงครามการค้าดุเดือดเข้มข้น จีนย่อมสามารถเพิกเฉยต่อการเรียกร้องพวกนั้น” เขากล่าวต่อ “เวลานี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทำให้ข้อเรียกร้องซื้อหาพลังงานของทรัมป์ กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับปักกิ่งที่จะยอมรับ”

เขาย้ำว่าการกลับมาซื้อพลังงานสหรัฐฯนอกจากเป็นการตอบสนองเรื่องความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงด้านซัปพลายของจีนเองแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ทรัมป์ “ได้หน้าได้ตา” ระหว่างการเยือนปักกิ่งของเขาอีกด้วย “มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” เขาบอก “มันเป็นการปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานในเวลาเดียวกับที่สร้างเงื่อนไขที่เป็นผลดีสำหรับการเจรจาต่อรองระหว่างจีน-สหรัฐฯ”

แต่มีคอมเมนเตเตอร์คนอื่นๆ โต้แย้งว่า ปักกิ่งไม่ควรพึ่งพาอาศัยพลังงานสหรัฐฯอย่างล้ำลึกลงไปอีก เนื่องจากวอชิงตันใช้กำลังบังคับอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายมาควบคุมการส่งออกน้ำมันของพวกชาติพันธมิตรของจีน เป็นต้นว่า เวเนซุเอลา และอิหร่าน

นักเขียนซึ่งตั้งฐานอยู่ที่มณฑลเหอหนานผู้หนึ่งชี้ [7] ว่า ทรัมป์กล่าวอ้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ว่า สหรัฐฯกำลังได้รับ “น้ำมันปริมาณหลายร้อยล้านบาร์เรล” จากเวเนซุเอลา และกำลังจัดส่งน้ำมันดิบเหล่านั้นไปยังเมืองฮิวสตัน (รัฐเทกซัส) เพื่อทำการกลั่น

“เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว กองทหารสหรัฐฯได้บุกจู่โจมเข้ากรุงการากัส และจับตัวประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ของเวเนซุเอลา พร้อมกับภรรยาของเขา” เขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ “ทรัมป์จะมาพูดในตอนนี้ได้ยังไงว่าสหรัฐฯกับเวเนซุเอลาเป็นหุ้นส่วนกัน?”

นักเขียนผู้นี้บอกว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯยังเพิกถอนใบอนุญาตที่ให้บริษัทเชฟรอน (Chevron) ดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาและออกใบอนุญาตใหม่ที่มีลักษณะครอบคลุม โดยให้อำนาจบริษัทสหรัฐฯต่างๆ อย่างกว้างขวาง ในการทำธุรกิจกับ เปโตรลีออส เดอ เบเนซุเอลา (Petróleos de Venezuela) รัฐวิสาหกิจของประเทศอเมริกาใต้แห่งนี้

“นี่มันไม่ใช่การค้าระหว่างประเทศตามปกติ นี่มันเป็นการปล้นกันอย่างโจ่งแจ้ง” เขากล่าว

เขาบอกอีกว่า สหรัฐฯยังกำลังเพิ่มแรงบีบคั้นอิหร่าน และกำลังขัดขวางเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกับที่กำลังเรียกร้องประเทศอื่นๆ ซื้อหาน้ำมันเวเนซุเอลาที่กลั่นในเทกซัส เขาชี้ว่า ขณะที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นสูง น้ำมันดิบเวเนซุเอลาที่ควบคุมโดยสหรัฐฯจึงกลายเป็นสิ่งมีค่าเพิ่มขึ้น ทำให้การดำเนินการเช่นนี้มองดูเหมือนกับการใช้กำลังบังคับกันมากกว่าการร่วมมือกัน

นักเขียนซึ่งตั้งฐานอยู่ที่มณฑลเหอเป่ยผู้หนึ่ง กล่าว [8] ว่า จีนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อน้ำมันดิบเวเนซุเอลาซึ่งกลั่นโดยสหรัฐฯ เนื่องจากแดนมังกรได้ใช้เวลาถึง 2 ทศวรรษในการสร้างสายท่อส่งเพื่อนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากเอเชียกลาง เขาบอกว่าสายท่อส่งก๊าซเอเชียกลาง-จีน ลำเลียงก๊าซธรรมชาติปริมาณ 4.67 ล้านตันมายังจีนในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีนี้ หรือเท่ากับประมาณ 79,200 ตันต่อวัน และการดำเนินการก็เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

เขากล่าวว่า สายท่อส่งนี้เริ่มต้นจากในเติร์กเมนิสถาน และเข้าสู่จีนโดยผ่านอุซเบกิสถาน, คาซัคสถาน, และเมืองฮอร์กอส (Horgos) ในซินเจียง โดยเส้นทางทั้งหมดอยู่บนบก ในปี 2025 จีนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเป็นมูลค่า 8,410 ล้านดอลลาร์จากเติร์กเมนิสถาน ทำให้ประเทศในเอเชียกลางแห่งนี้กลายเป็นซัปพลายเออร์ก๊าซรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน รองจากรัสเซีย ซึ่งซัปพลายให้เป็นมูลค่า 9,410 ล้านดอลลาร์ เขาบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ต้องผ่านพวกน่านน้ำที่กำลังเกิดข้อพิพาท และไม่ต้องเจอปัญหาการขนส่งล่าช้า หรือค่าประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องจากราคาน้ำมันกำลังพุ่งพรวด

“เมื่อนำมาบวกกับ LNG นำเข้าซึ่งได้จากออสเตรเลีย, กาตาร์, รัสเซีย, และซัปพลายเออร์รายอื่นๆ แล้ว จีนจึงกำลังสร้างเครือข่ายพลังงานที่มีการกระจายตัวอย่างทรงประสิทธิภาพขึ้นมาแล้ว” เขาบอก “ไม่ว่ามหาอำนาจทางทะเลรายหนึ่งรายใดจะแข็งแกร่งขนาดไหน พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะตัดสายท่อส่งเหล็กกล้าที่วางผ่านตลอดจากหัวใจของเอเชียกลางได้”

ยังมีคอมเมนเตเตอร์บางรายกล่าว [9] ด้วยว่า จีนสามารถเลือกที่จะเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบชนิดหนักของตนจากแคนาดา ถึงแม้มันจะมีราคาแพงกว่าน้ำมันเวเนซุเอลาประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม

เชิงอรรถ
[1] https://www.reuters.com/business/energy/trump-xi-deal-could-revive-us-energy-exports-china-2026-05-12/
[2] https://home.treasury.gov/news/press-releases/sb0472
[3] https://www.youtube.com/watch?v=1lPrIw-_73g
[4] https://www.instagram.com/reels/DX_KmIjR7Ju/
[5] https://www.mfa.gov.cn/eng/xw/fyrbt/lxjzh/202605/t20260506_11905648.html
[6] https://www.sohu.com/a/1005763424_121948396
[7] https://baijiahao.baidu.com/s?id=1864575691211688088&wfr=spider&for=pc
[8] https://baijiahao.baidu.com/s?id=1864292771389118545&wfr=spider&for=pc
[9] https://baijiahao.baidu.com/s?id=1864667400175340003&wfr=spider&for=pc