อันทอน ซิลูอานอฟ รัฐมนตรีคลังของรัสเซีย เปิดเผยว่าการทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันทั่วโลก กำลังเบี่ยงจากการใช้สกุลเงินดอลลาร์แบบดั้งเดิม หันไปใช้สกุลเงินหยวนของจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความตึงเครียดเกี่ยวกับช่องแคบฮร์มุซ ในขณะที่ประเทศต่างๆกำลังมองหากลไกการชำระเงินที่มีความน่าเชื่อถือกว่าเดิม
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอาร์ไอเอ โนวอสติ ก่อนการประชุมคณะผู้ว่าการธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่ม BRICS ทาง ซูลิอานอฟ ระบุว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้ ได้เร่งให้ประเทศต่างๆพยายามลดพึ่งพิงดอลลาร์ และหันมาพึ่งพาสกุลเงินของแต่ละชาติ ในการค้าขายระหว่างประเทศ มากยิ่งขึ้น
"สืบเนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ การชำระค่าน้ำมันกำลังเบี่ยงจากการชำระด้วยดอลลาร์แบบดั้งเดิม มาเป็นสกุลเงินหยวน" ซูลิอานอฟกล่าว พร้อมระบุประเทศต่างๆกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการมองว่าสกุลเงินทางเลือกเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากกว่า
รัฐมนตรีคลังของรัสเซียรายนี้ ระบุต่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะกับกลุ่มผู้นำเข้าน้ำมันจากจีนอีกต่อไป แต่ประเทศอื่นๆก็เริ่มนำเงินหยวนมาใช้ในการชำระเงินด้านพลังงานเช่นกัน ท่ามกลางรูปแบบการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุด
คณะผู้ว่าการธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่ม BRICS มีกำหนดประชุมกันในกรุงมอสโก ระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 พฤษภาคม ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองหลวงของรัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี นับตั้งแต่สถาบันแห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยบรรดาชาติสมาชิก BRICS ในปี 2014 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการจัดหาเงินทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
จากการวิเคราะห์ของ Responsible Statecraft นิตยสารออนไลน์ของสถาบันวินซีเพื่อการบริหารรัฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ระบุว่าสหรัฐฯอาจเผชิญกับอาจเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อันเนื่องจากความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ รุนแรงกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ในนั้นรวมถึงจีน, รัสเซียและสหภาพยุโรป
คำประเมินดังกล่าวสวนทางกับคำกล่าวอ้างของประธานานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลของเขา ที่บอกว่ากำลังผลิตน้ำมันภายใน จะช่วยปกป้องประเทศแห่งนี้จากราคาน้ำมันโลกที่ผัวผวน อันเป็นผลกระทบจากการทำศึกสงครามกับอิหร่าน
พวกนักวิเคราะห์มองว่าราคาน้ำมันถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานทั่วโลก มากกว่าระดับการผลิตของแต่ละประเทศ นั่นหมายความว่าความปั่นป่วนทางอุปทานจะส่งผลกระทบกับทุกเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงว่าชาตินั้นๆมีกำลังผลิตมากน้อยแค่ไหน การปิดช่องแคบฮอร์มุซดึงนร้ำมันออกไปจากอุปทานโลกราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ตลาดตึงตัวอย่างมากและผลักให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทั่วโลก
แม้มีเสียงเตือนมากขึ้นเรื่อยๆว่าสหรัฐฯอ่อนแอต่อภาวะ oil price shocks (ภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น) แต่รัฐบาลของทรัมป์ยังเน้นย้ำจุดยืนแข็งกร้าว ยืนกรานว่าจะคงไว้ซึ่งมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
(ที่มา:อัลมายาดีน)


