การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยลดลงอย่างรุนแรง(ตามคำกล่าวอ้างของสื่อเขมร) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ผลจากการปิดชายแดนและความปั่นป่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ซึ่งเป็นตัวถ่วงสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานข้ามชายแดน ตามรายงานของเคทีพี อิงลิช สื่อมวลชนแห่งรัฐของกัมพูชา
กรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา ระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน มียอดรวมอยู่ที่ 925 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 30,000 ล้านบาท) ลดลง 38.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การส่งออกของกัมพูชามาไทยแตะระดับ 235 ล้านดอลลาร์(ราว 7,600 ล้านบาท) ลดลงกว่า 28% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนการนำเข้าลดลง 40.8% เหลือ 690 ล้านดอลลาร์ ราว 22,300 ล้านบาท)
สุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าความขัดแย้งชายแดนบีบให้ต้องปิดด่าน ขัดขวางการเคลื่อนย้ายสินค้าตามปกติและก่อความปั่นป่วนแก่ห่วงโซ่อุปทานสำหรับธุรกิจทั้งหลายที่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิต รองนายกรัฐมนตรีรายนี้เผยว่ารัฐบาลของเขาสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่งสินค้าจากเส้นทางทางบกไปสู่การขนส่งทางทะเล ผ่านท่าเรือต่างๆเพื่อรักษาไว้ซึ่งกระแสการค้า
คุน เฌม อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา กล่าวว่าปัจจุบันสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันและวัตถุดิบอุตสาหกรรม "การนำเข้าเพื่อการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง สินค้าต้องห้ามลดลงเหลือศูนย์ การนำเข้าเชื้อเพลิงและก๊าซลดลงเหลือศูนย์โดยสิ้นเชิง" เขากล่าว
ยังคงมีการนำเข้าเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมและอุปกรณ์การเกษตรบางส่วน เข้ามายังกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการผลิต ในนั้นรวมถึงรถไถ เครื่องจักรเก็บเกี่ยวและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่บรรดาผู้ลงทุนรายใหญ่ อย่างเช่นมินีแบและเดนโซ่ นำมาใช้งาน ตามรายงานของเคทีพี
กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่าการลดลงอย่างมากของตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดเกี่ยวกับชายแดนที่ยืดเยื้อ ที่มีต่อการค้าระดับท้องถิ่นและเครือข่ายโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมต่างๆที่พึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามชายแดน
ทั้งนี้การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยในปี 2025 แตะระดับ 3,650 ล้านดอลลาร์(ราว 120,000 ล้านบาท) ลดลงจากหนึ่งปีก่อนหน้านั้น 14.9%
(ที่มา:เคทีพี)


