ในขณะที่ผลลัพธ์จากการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ทั้งหลายของกัมพูชายังคงไม่ชัดเจน ได้มีปัญหาใหม่โผล่ขึ้นมา การปิดศูนย์หลอกหลวงเหล่านั้น ทำให้คนงานต่างชาติหลายพันหลายหมื่นคนไม่มีงานทำหรือไร้ที่พักพิง ต้องหลับนอนบนท้องถนน พวกเขาไม่สามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้ เนื่องจากไม่มีเงิน บางส่วนไม่มีพาสปอร์ต ก่อความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ รายงานของสเตรทส์ไทม์ส สื่อมวลชนสิงคโปร์ อ้างความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์ เตือนว่ากลุ่มคนดังกล่าวเสี่ยงถูกเกณฑ์กลับเข้าสู่ศูนย์สแกมแห่งใหม่ กลายมาเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่สงบเรียบร้อยของสังคม หรือกระทั่งโหมกระพือวิกฤตด้านมนุษยธรรม
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แทบจะไม่มีสัปดาห์ไหนผ่านไปโดยไม่มีข่าวเกี่ยวกับการที่ทางการกัมพูชากวาดล้างปฏิบัติการสแกม หลังจากในช่วงต้นเดือนมีนาคม นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศปิดตายศูนย์สแกมทุกแห่งในประเทศภายในสิ้นเดือนเมษายน เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
รายงานของสเตรทส์ไทม์ส ระบุว่าในวันธรรมดาวันหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ในเดือนเมษายน พบเห็นชายราวๆ 70 คน เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวสวนสาธารณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานทูตอินโดนีเซียในพนมเปญ ในยามค่ำคืน จำนวนมากหลับนอนบนเสื่อฟางบนทางเท้าที่อยู่ใกล้ๆกัน บริเวณด้านนอกร้านค้าที่ปิดร้านไปแล้ว
มาร์โก เลม วัย 28 ปี เปิดเผยกับสเตรทส์ไทม์ส ว่าเขาหลับนอนอยู่บนถนนด้านนอกของสถานทูตอินโดนีเซียเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ระหว่างที่รอความช่วยเหลือสำหรับเข้าถึงหนังสือเดินทางและกลับสู่จาการ์ตา พ่อลูก 2 รายนี้อ้างว่าเขาถูกล่อลวงมาทำงานที่คาสิโนแห่งหนึ่ง แต่ต่อมาโดนพาตัวไปยังสีหนุวิลล์และบังคับให้หลอกหลวงผู้คน
เมื่อวันที่ 24 เมษายน กัมพูชาประกาศว่าเจ้าหน้าที่สามารถปราบปรามที่ตั้งสแกมออนไลน์ได้มากกว่า 250 แห่ง และปิดคาสิโนไปแล้ว 91 แห่ง ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2025 ถึงกลางเดือนเมษายน 2026
อย่างไรก็ตามการปราบปรามเชิงรุกดังกล่าว ก่อความกังวลว่าคนงานสแกมจำนวนมาก ทั้งโดยสมัครใจหรือถูกบังคับ อาจตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
มันเป็นเรื่องยากที่จะประเมินจำนวนที่แท้จริงของแรงงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสแกมในกัมพูชา สืบเนื่องจากศูนย์เหล่านี้ปฏิบัติการเหมือนประตูหมุน มีการเกณฑ์คนงานเป็นประจำและเคลื่อนย้ายแรงงานเหล่านั้นไปยังสถานที่อื่นๆทั่วประเทศอยู่เสมอ
บางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจสืบเนื่องจากค่าตอบแทน บางส่วนถูกล่อล่วงด้วยข้อเสนองานเงินเดือนสูง และจำนวนมากจบลงด้วยการติดค้างอยู่ในภัมพูชา เนื่องจากพาสปอร์ตของพวกเขาถูกยึดเอาไว้โดยพวกปฏิบัติการสแกม
ในข้อมูลอัปเดทที่เผยแรพ่เมื่อวันที่ 24 เมษายน รัฐบาลกัมพูชาระบุว่ามีบุคคล 241,888 ราย จากประเทศต่างๆอย่างจีน ปากีสถานและอินโดนีเซีย เดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจ ระหว่างกลางเดือนมกราคมถึงวันที่ 19 เมษายน
แต่อดีตแรงงานศูนย์สแกมจำนวนมาก ยังคงอยู่ในกัมพูชา บางส่วนได้รับการดูแลโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร หรือเข้าพักในสถานที่พักพิงชั่วคราวต่างๆ อย่างเช่นศูนย์พักพิงหนึ่งที่อยู่ใกล้กับสนามบินเก่าของพนมเปญ
"ถ้าคนงานที่ตกงานหลายพันคนไร้ที่อยู่อาศัยหรือกระจัดกระจายไปโดยไม่มีแผนการส่งตัวกลับประเทศหรือการคุ้มครองที่ชัดเจน ประเทศแห่งนี้เสี่ยงเจอวิกฤตความมั่นคงรอง" Vanly Seng นักวิเคราะห์อิสระที่มีสำนักงานในพนมเปญระบุ อ้างถึงความเป็นไปได้ที่แรงงานเหล่านี้อาจกลับสู่อ้อมแขนอาชญากรรม สืบเนื่องจากความสิ้นหวัง
นอกจากนี้แล้วยังมีรายงานปรากฏขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่อดีตแรงงานสแกมเมอร์หญิงบางคน กล่าวอ้างว่าพวกเธอถูกข่มขืน หลังถูกปล่อยให้หาเลี้ยงตนเองบนท้องถนน "มันกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมอย่างรวดเร็ว แม้ว่าหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรระหว่างประเทศต่างก็พยายามอย่างหนักที่จะตามให้ทัน" John Wojcik นักวิจัยด้านความมั่นคงระดับอาวุโส ของ Infoblox บริษัทด้านความมั่นคงแห่งไซเบอร์สัญชาติสหรัฐฯกล่าว
แม้พวกนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยินดีกับความพยายามของกัมพูชา แต่พวกเขามองว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะขุดรากถอนโคนปัญหาสแกม "การบุกโจมตีอาคารสถานที่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการต่อสู้เท่านั้น" Vanly Seng นักวิเคราะห์อีกคนกล่าว "หากปราศจากความพยายามอย่างต่อเนื่องในการขุดรากถอนโคนท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน และเครือข่ายการสื่อสารเข้ารหัสที่พวกเขาใช้ ผมสงสัยว่าเรากำลังมองเห็นการโยกย้ายปัญหา แทนที่จะเป็นการกำจัดปัญหาโดยสิ้นเชิง"
ส่วนหนึ่งในความพยายามบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลไปแล้ว 112 คดี เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ 1,089 รย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสแกม อย่างไรก็ตาม Bunna Vann หัวหน้านักวิจัยของสมาคมเครือข่ายเยาวชนกัมพูชา บอกว่าส่วนใหญ่แล้ว รัฐบาลดำเนินการเฉพาะกับผู้กระทำผิดระดับล่างๆเท่านั้น บุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมากและพวกที่มีเส้นสายทางการเมืองอยู่เบื้องหลังกิจกรรมฉ้อโกงต่างๆนานา ยังคงลอยนวล
(ที่มา:สเตรทส์ไทม์ส)


