กระทรวงพาณิชย์ของจีนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ออกคำสั่งถึงบรรดาบริษัทต่างๆภายในประเทศ ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เล็งเป้าเล่นงานโรงกลั่นทั้งหลาย ที่กล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับการซื้อขายน้ำมันอิหร่าน
เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐฯเตือนธนาคารต่างๆต่อการทำธุรกรรมกับสิ่งที่เรียกว่า "โรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็กในจีน" ที่มีบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ โดยทางกระทรวงการคลังอเมริกาอ้างว่าโรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็กเหล่านี้ คิดเป็นส่วนใหญ่ของน้ำมันที่จีนซื้อจากอิหร่าน "รายได้เหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วก่อประโยชน์แก่ระบอบปกครองของอิหร่าน โครงการอาวุธของพวกเขาและกองทัพของพวกเขา"
รัฐบาลจีนและบรรดาบริษัทใหญ่ๆที่มีรัฐเป็นเจ้าของ ปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านโดยตรง ในขณะที่ข้อมูลศุลกากร ไม่มีบันทึกการนำเข้าจากอิหร่าน มาตั้งแต่ปี 2023
ปักกิ่งโต้แย้งว่ามาตรการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยปราศจากอาณัติของสหประชาชาติ ไม่ชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และในถ้อยแถลงที่เผยแพร่ในวันเสาร์(2พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่ามันถือเป็นการแทรกแซงอย่างจำกัดต่อการค้าตามปกติระหว่างบริษัทต่างๆของพวกเขากับบุคคลที่ 3 และสั่งห้ามปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว อ้างถึง "อธิปไตยแห่งชาติ ความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งการพัฒนา"
โฆษกรัฐบาลรายหนึ่งเน้นย้ำว่าความเคลื่อนไหวนี้จะไม่กระทบต่อพันธสัญญาที่มีต่อนานาชาติของจีน เช่นเดียวกับแนวทางของจีนในการปกป้องบรรดาบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน "กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าจับตาอย่างใกลิชิดการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างประเทศ นอกเขตอำนาจอย่างไม่เหมาะสม และจะดำเนินการเพิ่มเติมสอดคล้องกับกฎหมาย ถ้าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น"
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมาตั้งแต่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ กระตุ้นให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ จุดคอขวดสำคัญของเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของอุปทานโลก
ในขณะที่ อิหร่าน ยังคงปิดน่านน้ำสำคัญแห่งนี้ ไม่ใช่ "เรือของศัตรู" ล่องผ่าน ทางกองทัพเรือสหรัฐฯตอบโต้ด้วยการคงไว้ซึ่งมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ในอ่าวเปอร์เซีย
แม้มีการประกาศหยุดยิงเมื่อเกือบ 1 เดือนก่อน แต่แนวโน้มข้อตกลงสันติภาพยังคงไม่แน่นอน ทั้ง 2 ฝ่านยังคงกล่าวหาอีกฝาย ว่ากดดันให้ยอมรับเงื่อนไขที่ไม่อาจยอมรับได้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายสัปดาห์ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์/รอยเตอร์)


