บรรดาผู้นำอิหร่านเรียงหน้ากันออกมาแถลงในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ยืนยันควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเหนียวแน่น และทำให้สหรัฐฯพ่ายแพ้อย่างน่าละอาย เป็นการท้าทายคำข่มขู่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อไปอีกเป็นแรมเดือน เพื่อบีบคั้นลงโทษเศรษฐกิจของเตหะราน รวมทั้งการที่อเมริกายังตั้งท่าขึงขังให้ฝ่ายทหารมาเสนอแผนการเปิดศึกระลอกใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านและเข้ายึดบางส่วนของฮอร์มุซที่อาจต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าความเสี่ยงทิ่อาจจะเกิดการสู้รบขึ้นอีก กำลังส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งพรวดขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยแตะระดับสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โมจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศทางโทรทัศน์แห่งรัฐของประเทศในวันพฤหัสบดี (30) ระบุว่า สหรัฐฯนั้นต้องบาดเจ็บประสบความพ่ายแพ้อย่างน่าละอาย พร้อมกับยกย่องชมเชยที่อิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ทำให้เวลานี้อิหร่านคือผู้ขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ในวิกฤตคราวนี้
“วันนี้ ซึ่งเป็นเวลา 2 เดือนเศษหลังจากการจัดส่งกำลังทหารขนาดใหญ่ที่สุดและการก้าวร้าวรุกรานโดยพวกจอมรังแกของโลกเข้ามาในภูมิภาคนี้ สหรัฐฯกลับประสบความปราชัยอย่างน่าอับอายในแผนการของพวกตน บทใหม่สำหรับอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซกำลังเปิดออกมาให้เห็นกันแล้ว”
คำกล่าวนี้ของ โมจตาบา คอเมเนอี เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและอ่านออกอากาศทางทีวี อันเป็นวิธีปฏิบัติที่ใช้มาตั้งแต่ที่เขาได้รับเลือกสรรให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อต้นเดือนมีนาคม สืบต่อจากบิดาของเขา อาลี คอเมเนอี ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมจากการถูกสหรัฐฯกับอิสราเอลลอบสังหารด้วยการถล่มโจมตีสถานที่พำนักในวันแรกของการเปิดสงครามครั้งนี้เมื่อตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้มีรายงานว่าภรรยาและบุตรของโมจตาบาเสียชีวิตในเหตุการณ์คราวนั้นด้วย และตัวโมจตาบาก็บาดเจ็บสาหัส ซึ่งฝ่ายตะวันตกอ้างว่าทำให้ร่างกายของเขาผิดรูปผิดร่างไปจากเดิม เขาจึงไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลย
ในวันพฤหัสฯเช่นกัน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ก็ได้ออกมาแถลงว่า ความพยายามของสหรัฐฯในการปิดล้อมท่าเรือหรือปิดกั้นทางทะเลต่ออิหร่านซึ่งกระทำมาราว 2 สัปดาห์แล้ว เป็นการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และรังแต่จะล้มเหลว ทำให้เสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซียสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น
ทางด้าน โมฮัมหมัด บาการ์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็กล่าวในวันพฤหัสฯว่า การที่ประเทศของเขาควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้ จะเป็นการรับประกันอนาคตที่จะไม่มีสหรัฐฯมาปรากฏตัวในพื้นที่บริเวณนี้อีกต่อไป
“วันนี้ ด้วยการเข้าบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจะเป็นผู้ดำเนินการให้มีอนาคตที่ได้รับคำอำนวยพรอย่างมีค่ายิ่ง แก่ตนเองและแก่บรรดาเพื่อนบ้านของตน โดยเป็นอนาคตซึ่งมีเสรีปลอดจากการปรากฏตัวและการเข้ามาแทรกแซงของอเมริกา” กาลิบาฟ ระบุในโพสต์เผยแพร่ทางแพลตฟอร์ม X เนื่องจากวันนี้ ถือเป็นวัน “อ่าวเปอร์เซีย” แห่งชาติของอิหร่าน
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธ ประธานรัฐสภาอิหร่านผู้นี้ได้ออกมากล่าวว่า การปิดล้อมทางทะเลของอเมริกามีเป้าหมายเพื่อยุยงให้เกิดความแตกแยก และทำให้อิหร่านล่มสลายจากภายใน ซึ่งวิธีรับมือทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดใหม่เช่นนี้ของศัตรูคือ การรักษาความเป็นเอกภาพ
ท่าทีท้าทายจากบรรดาผู้นำอิหร่านเหล่านี้ มีขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธ (29) ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พบหารือกับพวกผู้บริหารบริษัทน้ำมันเกี่ยวกับวิธีลดผลกระทบจากการที่สหรัฐฯอาจดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆ อิหร่าน เป็นเวลานานหลายเดือนถ้าหากจำเป็น เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของตน โดยทรัมป์ระบุว่า ปฏิบัติการเช่นนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการทิ้งระเบิดโจมตี
ในวันพุธเช่นกัน กองบัญชาการทหารด้านกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในการปิดล้อมทางทะเล หลังจากสามารถบังคับให้เรือสินค้าลำที่ 42 ที่พยายามละเมิดการปิดล้อม ต้องเปลี่ยนเส้นทาง และเสริมว่า ยังสามารถปิดกั้นเรือบรรทุกน้ำมัน 41 ลำ ซึ่งทำให้อิหร่านไม่อาจขนน้ำมันออกไปขายได้รวม 69 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์โดยประมาณ
สหรัฐฯออกข่าววางแผนเปิดศึกระลอกใหม่
ไม่เพียงเท้าน “แอคซิออส” เว็บไซต์ข่าวของอเมริการายงานในวันพุธว่า CENTCOM ได้จัดเตรียมแผนโจมตีอิหร่านที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ แต่รุนแรง ซึ่งรวมถึงการโจมตีเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดย แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM มีกำหนดเข้าพบและเสนอแผนการเหล่านี้ต่อทรัมป์ในวันพฤหัสฯ
แอคซิออสคาดว่า ในแผนการดังกล่าวยังมีข้อเสนอทางเลือกอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการเข้ายึดบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสายนี้ โดยทางเลือกนี้อาจต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน
อีกหนึ่งทางเลือกที่อาจนำเสนอต่อทรัมป์คือ ปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษเพื่อยึดสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน
จากข่าวคราวแสดงถึงความเคลื่อนไหวแบบประจันหน้ากันของสหรัฐฯกับอิหร่าน โดยมีความเสี่ยงที่การสู้รบระลอกใหม่อาจจะระเบิดขึ้นอีกด้วย ส่งให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันพฤหัสฯ ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี ก่อนถอยลงมาบ้างในเวลาต่อมา
วอชิงตันมองหาแนวร่วมเปิดฮอร์มุซ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานในวันพฤหัสฯ โดยอ้างอิงคำสั่งที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีเนื้อหาว่า อเมริกากำลังชักชวนประเทศทั้งหลาย เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกชื่อว่า “กลุ่มมุ่งสร้างเสรีภาพทางทะเล” (MFC) โดยเน้นที่การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ร่วมมือด้านการทูต บังคับใช้มาตรการแซงก์ชัน เพื่อช่วยให้เรือต่างๆ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนหน้านี้ฝรั่งเศส อังกฤษ และอีกหลายชาติได้จัดหารือเพื่อร่วมมือกันในลักษณะดังกล่าว แต่ยืนกรานว่า จะร่วมสนับสนุนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังจากสงครามจบลงแล้วเท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีรายงานว่า ทรัมป์หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน นานกว่า 90 นาทีเมื่อวันพุธ ซึ่งผู้นำรัสเซียเห็นด้วยกับการตัดสินใจของทรัมป์ในการขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน และสำทับว่า รัสเซียพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ในความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง
กระนั้น ปูตินเตือนว่า หากอเมริกาและอิสราเอลเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายอย่างยิ่งไม่เฉพาะกับอิหร่านและเพื่อนบ้าน แต่รวมถึงประชาคมโลกทั้งหมด
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)


