xs
xsm
sm
md
lg

อเมริกันถลำตกหล่มโคลนอีกครั้งที่ ‘ฮอร์มุซ’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ลีออน ฮาดาร์


เรือพาณิชย์ทั้งเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมาก ต้องรอคอยกันอยู่ในเขตน่านน้ำของจังหวัดมูซันดัม ประเทศโอมาน ซึ่งอยู่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ในภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2026  ทั้งนี้สืบเนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯกับอิสราเอลถล่มโจมตีอิหร่าน
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/another-american-quagmire-at-hormuz/)

Another American quagmire at Hormuz
by Leon Hadar
23/04/2026

ต้นทุนค่าใช้จ่ายของการที่อเมริกาหลงไหลมัวเมาอยู่กับการเข้าไปแทรกแซงในอิหร่านกำลังสูงลิ่วและแพงขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย มันคือใบเรียกเก็บเงินทวงหนี้สินที่กำลังถูกส่งมาเรียกให้สหรัฐฯชดใช้สิ่งที่ตนเองก่อขึ้นมา

การเข้าปิดล้อมทางทะเลบรรดาท่าเรือของอิหร่าน, การสำแดงแสนยานุภาพเหนือช่องแคบฮอร์มุซทั้งที่ไม่ว่าอย่างไรตนเองก็ไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้อย่างเต็มที่, โดยพร้อมกันนั้นก็ต้องจัดส่งคณะผู้เจรจาเดินทางไปกรุงอิสลามาบัด เพื่อค้นหาบันไดทางการทูตสำหรับการไต่ลงมาจากสถานการณ์ซึ่งยังคงอาจปะทุบานปลาย ภาพเหล่านี้คือความสมมาตรอันน่าหดหู่เลวร้ายบางอย่างบางประการซึ่งเรากำลังต้องเฝ้าดู ขณะที่วอชิงตันในฤดูใบไม้ผลิของปี 2026 กำลังพยายามดิ้นรนอย่างสะเปะสะปะอยู่ในอ่าวเปอร์เซียอีกคำรบหนึ่ง

สำหรับพวกเราที่ได้ใช้ระยะเวลามาหลายสิบปีแล้ว ในการเตือนภัยเกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการที่อเมริกาหลงไหลมัวเมาอยู่กับนิสัยชอบเข้าไปแทรกแซงในภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ่งที่มองเห็นอยู่ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย มันคือใบเรียกเก็บเงินทวงหนี้สินที่กำลังถูกส่งมาเรียกให้ชดใช้สิ่งที่สหรัฐฯก่อขึ้นมาเอง

ก่อนอื่นใดเลย ขอให้เรามีความกระจ่างชัดเจนว่าสหรัฐฯเดินมาจนถึงจุดนี้ได้อย่างไร การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเข้าร่วมการรณรงค์ทำศึกทางอากาศของอิสราเอลในการถล่มเล่นงานอิหร่านเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ –ด้วยจุดประสงค์ในการลอบสังหารผู้นำสูงสุดและการเด็ดหัวสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้—มันคือการวางเดิมพันเล่นพนันครั้งประวัติศาสตร์

ไม่ว่าเรามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับระบอบปกครองอิหร่าน ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีอะไรให้รู้สึกรังเกียจชิงชังอยู่เยอะแยะมากมายนั่นแหละ แต่การที่ถึงกับตั้งสมมุติฐานว่าเตหะรานจะยินยอมดูดซับการถูกตีกระหน่ำรุนแรงขนาดนั้นและยังคงจะสยบจำนนอย่างง่ายๆ มันคือการสะท้อนให้เห็นถึงการหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงจินตนาการเพ้อฝันเกี่ยวกับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอเมริกัน ซึ่งสมควรที่จะเลิกราได้สำนึกกันเสียทีแล้ว หลังจากอิรัก, หลังจากลิเบีย, หลังจากสองทศวรรษของความล้มเหลวในการพยายามสร้างชาติอื่นในแบบที่วอชิงตันพึงปรารถนา ตั้งแต่คาบูลไปจนถึงแบกแดด ทว่าแทนที่จะเป็นอย่างนั้น มันกลับกลายเป็นว่าอเมริกาได้ตกลงสู่บ่วงเสน่ห์มัวเมาใหลหลงอันน่าสยองนี้อีกครั้งหนึ่ง

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์แล้ว คือการตอบโต้ของฝ่ายอิหร่านซึ่งสมควรที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ในการรับมือกับการรณรงค์โจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอล และการลอบสังหาร อาลี คอเมเนอี การที่บอกว่าสมควรคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เนื่องจากอิหร่านมีการส่งสัญญาณว่าจะทำอย่างนี้แหละมาเป็นเวลาแรมปี

สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน, ไม่มีกำลังรบเพื่อสำแดงพลานุภาพนอกอาณาเขต ชนิดที่สามารถทัดเทียมประชัน—แม้กระทั่งแค่กับแสนยานุภาพตามแบบแผนธรรมดา (ที่ไม่ใช่นิวเคลียร์) ของอเมริกันได้ อย่างไรก็ดี ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาคร่อมอยู่ตรงจุดคอขวดที่สามารถส่งผลพวงต่อเนื่องให้แก่การเดินเรือของโลกได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุด การปิดฮอร์มุซไม่ได้เป็นการกระทำแบบด้นกลอนสด – มันเป็นไพ่ใบเด็ดซึ่งเตหะรานตั้งใจที่จะนำออกมาเล่นเสมอมา เมื่อตนเองถูกคุกคามถึงขั้นการดำรงคงอยู่

เวลานี้วอชิงตันพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพถูกมัดแน่นดิ้นรนไม่ค่อยออกอันแสนคุ้นเคยอีกแล้ว กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่า ฮอร์มุซ “จะไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้” และกล่าวหาการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯว่า เป็นพฤติการณ์ “โจรสลัด” ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของพวกเขาด้วย สำทับว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ “เป็นไปไม่ได้” ถ้าหากอเมริกันไม่ยอมอ่อนข้อยินยอมตามข้อเรียกร้องของเตหะราน

ในส่วนของทรัมป์นั้น ได้ประกาศขยายเวลาการหยุดยิงออกไป แต่เวลาเดียวกันก็ยังคงทำการปิดล้อมทางทะเลต่อไปอีก รวมทั้งข่มขู่คุกคามต่อไปที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่ละฝ่ายต่างกำลังตั้งท่าจัดรูปทรงกำลังรบของตนเองอย่างขึงขัง ทว่าไม่ว่าฝ่ายไหนต่างก็ไม่มีทางออกที่ชัดเจน นี่แหละคือสภาพของการชะงักงันโดยแท้ –และการชะงักงันในอ่าวเปอร์เซียก็มีช่องทางที่จะกลายเป็นสภาพซึ่งยื้อเยื้อยืนยาวถาวร

ความเสียหายทางยุทธศาสตร์ในระดับกว้างขวางออกไป กำลังถูกคิดคำนวณขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว น้ำมันของโลกราวๆ 1 ใน 5 ต้องขนส่งไหลเวียนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และภาวะสะดุดติดขัดที่เกิดขึ้นได้ส่งให้เกิดคลื่นช็อกอย่างแรงไปทั่วทั้งตลาดพลังงานตลอดจนห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในจังหวะเวลาซึ่งเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพไม่พรักพร้อมเอาเลยที่จะแบกรับ

พวกพันธมิตรยุโรปของอเมริกา หลังจากในตอนแรกๆ ต่อต้านเสียงเรีกร้องของทรัมป์ให้จัดส่งกำลังนาวีเข้ามาช่วยเหลือสหรัฐฯ เวลานี้กำลังจัดตั้งกลุ่มปฏิบัติภารกิจป้องกันข้ามชาติขึ้นมา เพื่อพิทักษ์ปกป้องเรือพาณิชย์ต่างๆ ตลอดจนดำเนินการเก็บกวาดทุ่นระเบิด –ทว่าจะมีการลงมือดำเนินการจริงๆ ก็ต่อเมื่อ “ทันทีที่เงื่อนไขต่างๆ เปิดทางให้ภายหลังจากมีการหยุดยิงกันอย่างยั่งยืน” แล้วเท่านั้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขายังคงกำลังเฝ้ารอดูต่อไปว่า วอชิงตันสามารถที่จะค้นหาทางออกจากรูที่ตนขุดขึ้นมาเองได้หรือไม่

ยิ่งจีนกับรัสเซียด้วยแล้ว ยิ่งไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงเลย พวกเขากำลังเปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ให้กลายเป็นลาภลอยในทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างขะมักเขม้น อิหร่านนั้นประกาศแล้วว่าบรรดาเรือจากจีน, รัสเซีย, อินเดีย, อิรัก, และปากีสถาน จะได้รับอนุญาตให้เข้าออกช่องแคบแห่งนี้ได้ นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตระดับเซียนของอิหร่านทีเดียว

ในทางพฤตินัยแล้ว เตหะรานจึงกำลังใช้การเปิดช่องแคบขึ้นมาใหม่แบบคัดสรรเฉพาะราย มาให้รางวัลแก่พวกชาติที่มีความเป็นมิตรและลงโทษเหล่าหุ้นส่วนของวอชิงตัน เป็นความพยายามสร้างความแตกแยกให้แก่กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยฝ่ายตะวันตก และตอกลิ่มเข้าไปในความสมานฉันท์ข้ามประเทศที่อาจเกิดขึ้นมาได้ ซึ่งสหรัฐฯวาดหวังเอาไว้ว่าตนเองจะได้เข้าไปเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ในส่วนของอิหร่านแล้ว นี่ไม่ใช่เป็นเครื่องหมายของการไร้ความสามารถเลย แต่มันคือยุทธศาสตร์ของพวกเขา

การตอบโต้จากวอชิงตันนั้นยังคงอยู่ในรูปของการผสมผเสกันอย่างเคยๆ ระหว่างการออกแรงกดดันระดับสูงสุด, การพูดจาใช้ถ้อยคำแบบวางโตอวดกล้าอย่างเต็มที่, การทูตแบบด้นกลอนสดที่ไม่ได้ผ่านการขบคิดวางแผน ปากีสถาน –ซึ่งยากนักหนาที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนกลางที่เป็นกลางหรือที่เชื่อถือไว้วางใจได้— ได้รับการยกระดับให้กลายเป็นหัวหน้าคณะคนกลาง ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ก็ถูกส่งตัวไปยังอิสลามาบัด จากนั้นก็ถูกเรียกตัวกลับวอชิงตัน

ทรัมป์ อ้างว่ารัฐบาลอิหร่านเวลานี้ “เกิดการแตกแยกกันอย่างร้ายแรง” ซึ่งอาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้ แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นความสะดวกสำหรับเขาในการนำมาใช้เป็นเหตุผลที่จะการเลื่อนชะลอและการไม่ตัดสินใจอะไรอย่างเด็ดขาดลงไป ทั้งนี้คณะบริหารทรัมป์ดูเหมือนกำลังวาดหวังว่าความขัดแย้งภายในในระหว่างชาวอิหร่าน จะสามารถกระทำสิ่งที่กำลังทหารและการปิดล้อมทางเศรษฐกิจยังกระทำไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ดี มันเป็นข้ออ้างที่อ่อนปวกเปียกมาก

ความเป็นผู้นิยมมองโลกตามความเป็นจริง (realist) ซึ่งมีอยู่ในตัวผม ต้องการที่จะย้ำเตือนถึงเหตุผลง่ายๆ ซึ่งทำท่าจะหล่นหายไปในท่ามกลางเสียงดังสนั่นรายวันของวิกฤตครั้งนี้ นั่นคือ สหรัฐฯนั้นไม่ได้มีผลประโยชน์แห่งชาติอันสำคัญยิ่งยวดซึ่งทำให้จำเป็นต้องมีฐานะครอบงำทางทหารชนิดเหนือล้ำกว่าใครๆ เป็นการถาวรในอ่าวเปอร์เซีย จนกลายเป็นเหตุผลความชอบธรรมสำหรับการเข้าทำสงครามกับอิหร่าน ทั้งนี้จากการปฏิวัติขุดเจาะหินน้ำมัน (shale revolution) ได้เปลี่ยนแปลงสภาพที่อเมริกาต้องพึ่งพาอาศัยพลังงานจากภายนอกประเทศไปแล้ว

ประเทศต่างๆ ที่ได้รับความกระทบกระเทือนหนักที่สุดจากการสะดุดติดขัดที่ฮอร์มุซในเวลานี้ คือพวกประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ กระนั้นก็ตาม วอชิงตันกลับกำลังเป็นผู้แบกรับภาระหนักหน่วงที่สุดของการเผชิญหน้ากันครั้งนี้, กำลังสร้างรอยด่างให้แก่ความสัมพันธ์ที่ตนเองมีอยู่กับพวกชาติพันธมิตรยุโรป, กำลังพาตัวเองให้แปลกแยกออกจากบรรดาชาติที่อาจกลายเป็นหุ้นส่วนในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South), และกำลังใช้เงินทุนทางการเมืองและทางทหารอย่างไม่มีความจำเป็นต้องทำให้เปล่าเปลืองไปเช่นนั้นเลย

หลักการว่าด้วย “เสรีภาพในการเดินเรือ” เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ประธานด้านกิจการต่างประเทศของกลุ่มอียูเรียกมันว่าเป็น “สิ่งที่ไม่สามารถนำมาเจรจาต่อรองกันได้” อย่างไรก็ตาม หลักการทั้งหลายไม่ว่ามันจะศักดิ์สิทธิ์มีเกียรติขนาดไหนก็ตามที ไม่สามารถที่จะนำมาใช้แก้ไขคลี่คลายภาวะชะงักงันได้ การเจรจาต่อรองกันต่างหากที่สามารถทำเช่นนั้นได้ และการเจรจาต่อรองก็เรียกร้องให้วอชิงตันต้องยอมตระหนักรับรู้ว่าตนเองนั้นจริงๆ แล้วต้องการอะไร และตนเองเตรียมพร้อมที่จะยื่นข้อเสนออะไรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน –ไม่ใช่เอาแต่กล่าวย้ำซ้ำซากเพียงแค่ว่า ตนเอง “จะไม่ยอมถูกแบล็กเมล” ขณะเดียวกันกับที่กำลังวาดหวังให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมอ่อนข้อให้

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมขอเสนอขึ้นมาจากกรอบโครงแบบนักมองโลกในแง่ความเป็นจริง กล่าวคือ สหรัฐฯควรต้องนิยามจำกัดความผลลัพธ์ต่ำสุดที่สามารถยอมรับได้ของฝ่ายตนออกมาให้ชัดเจน – ซึ่งน่าจะเป็น เสรีภาพอย่างแท้จริงของการแล่นเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคลนฮอร์มุซ— แล้วเดินหน้ามุ่งแสวงหาสิ่งนี้ด้วยการทูตโดยตรงไม่ผ่านคนกลางกับเตหะราน, การแลกเปลี่ยนเรื่องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือ กับการที่อิหร่านจะต้องยุติการควบคุมฮอร์มุซ

สหรัฐฯควรต่อต้านภาวะชักจูงยั่วใจให้อยากใช้การเจรจาที่กำลังเกิดขึ้นมา เป็นเครื่องมือสำหรับความทะเยอทะยานที่กว้างขวางใหญ่โตกว่านั้นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองในอิหร่าน หรือการเปลี่ยนแปลงการจัดวางรูปทรงทางทหารอย่างเป็นการถาวร แล้วสหรัฐฯยังสมควรที่จะต้องต้อนรับอย่างยินดีแทนที่จะรู้สึกเดือดดาล สำหรับการแบ่งเบาภาระที่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้จีน, อินเดีย, และยุโรป เข้าแบกความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในเรื่องการดูแลเส้นทางน้ำสายนี้ ในทางที่สนองผลประโยชน์ของพวกเขามากพอๆ กับสนองผลประโยชน์ของอเมริกา

แน่นอนทีเดียวว่า สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่มีอันไหนเลยที่ทำท่าว่าจะเป็นไปได้ วอชิงตันน้อยครั้งนักที่จะยอมเรียนรู้บทเรียนซึ่งภูมิภาคตะวันออกกลางเสนอให้ในราคาที่แสนแพงลิ่วขนาดนั้น สำหรับอเมริกาแล้ว แต่ละวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมายังคงถูกถือว่าเป็นกรณีเฉพาะตัว, ยังคงถูกถือว่าเป็นความผิดปกติที่จะต้องเข้าไปจัดการ แทนที่จะเป็นอาการหนึ่งของการทำอะไรอย่างเกินตัวในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไข

หนังสือของผม 2 เล่ม คือเรื่อง Quagmire: America in the Middle East (หล่มโคลน: อเมริกาในตะวันออกกลาง) เขียนขึ้นในปี 1992 และเรื่อง Sandstorm: Policy Failure in the Middle East (พายุทะเลทราย: ความล้มเหลวทางนโยบายในตะวันออกกลาง) ติดตามมาในปี 2005 แน่นอนว่าเงื่อนไขต่างๆ ทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตัวแสดงต่างๆ หมุนเวียนไม่ซ้ำหน้า ทว่าพลวัตที่ชวนให้หดหู่ใจ ยังคงไม่มีการพลิกผัน

ภาวะชะงักงันที่ฮอร์มุซจะต้องสิ้นสุดลง –ในท้ายที่สุด ทั้งนี้ ภาวะชะงักงันก็มักเป็นเช่นนั้นเสมอมา คำถามก็คือมันสิ้นสุดลงโดยผ่านการทูตอันอดทนและยึดโยงกับผลประโยชน์ หรือว่ามันยุติลงหลังจากต้องผ่านการบานปลายขยายตัวที่ดำดิ่งถลำลึกลงไปทุกทีๆ ซึ่งลากดึงเอาสหรัฐฯเข้าสู่พันธกิจทางทหารแบบปลายเปิดอีกครั้งหนึ่งในภูมิภาคซึ่งสหรัฐฯไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำความเข้าใจ และไม่สามารถที่จะรักษาฐานะครอบงำเอาไว้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ประวัติศาสตร์ของนโยบายของอเมริกันในตะวันออกกลาง ไม่ได้ให้แรงบันดาลใจในทางมองโลกแง่ดีแต่อย่างใดเลย กระนั้นก็ตามที ประวัติศาสตร์ ดังที่เคยเป็นมาโดยตลอด ก็ยังคงเป็นเครื่องชี้นำทางอันซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวที่เรามีอยู่

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “โกลบอล ซีต์กีสต์” (Global Zeitgeist) บนแพลตฟอร์ม “ซับสแทค” (substack) ของ ลีออน ฮาดาร์