เอพี/รอยเตอร์ – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันอังคาร(28 เม.ย)แถลงลาออกจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปค(OPEC) ยักษ์ใหญ่ของโลกและกลุ่มโอเปคพลัส (OPEC+) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.คที่จะถึง กระทบต่อความเป็นผู้นำของซาอุดีอาระเบีย เกาหลาปัญหานโยบายกำหนดโควต้าการผลิตของโอเปค คาดลาออกเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันและหันไปคบ “จีน” เพื่อความอยู่รอดหลังสงครามอิหร่านพ่นพิษกระทบฐานรากโมเดลเศรษฐกิจของตัวเอง
เอพีรายงานวันนี้(28 เม.ย)ว่า การเมืองในภูมิภาคนั่นคาดจะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจหลังที่ผ่านมาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสัมพันธ์ที่ชาเย็นกับผู้นำองค์กรโอเปค(OPEC)และยังเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลาสหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามอิหร่านและทั้ง 2 ชาติต่างโดนเตหะรานโจมตีจากการที่มีฐานทัพสหรัฐฯตั้งอยู่ในประเทศ
การลาออกของ UAE ส่งผลทำให้กลุ่มโอเปคปัจจุบันมีสมาชิก 11 ชาติไปโดยปริยาย โดยมี อิหร่าน และเวเนซุเอลา เป็นหนึ่งในชาติสมาชิกกลุ่มโอเปค ขณะที่อดีตสมาชิกโอเปคก่อนหน้าการลาออกของ UAE ได้แก่ แองโกลา เอกวาดอร์ กาตาร์ และอินโดนีเซีย
อาบูดาบีกล่าวผ่านแถลงการณ์วันอังคาร(28)มีใจความว่า
“การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของ UAE และวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงโปรไฟล์ทางพลังงานรวมถึงการเร่งการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศและเสริมสร้างข้อผูกพันของตัวเองต่อความรับผิดชอบ การพึ่งพาได้และบทบาทที่มองไปข้างหน้าในตลาดพลังงานโลก”
แถลงการณ์ยังกล่าวต่อว่า “หลังจากการออกมาแล้ว UAE จะยังคงกระทำอย่างมีความรับผิดชอบในการเพิ่มการผลิตมากขึ้นสู่ตลาดอย่างมีมาตรการและอย่างค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องไปกับความต้องการและเงื่อนไขของตลาด”
เอพีรายงานว่า การประกาศลาออกจากกลุ่มโอเปควันอังคาร(28)นี้เกิดขึ้นผ่านสำนักข่าวทางการ WAM
นอกจากนี้อาบูดาบียังประกาศลาออกจาก "กลุ่มโอเปคพลัส" (OPEC+)ที่มีรัสเซียป็นผู้นำเพื่อพยายามทำให้ราคาน้ำมันมีความเสถียร
ทั้งนี้คาดว่าการผลักดันครั้งใหม่ของ UAE เพื่อสามารถผลิตและขายน้ำมันได้มากขึ้นและเกิดขึ้นหลังอาบูดาบีเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกของสหรัฐฯประชาชาติ COP28 ในปี 2023
อาบูดาบียังคงวางแผนเพิ่มศักยภาพการผลิตในอีกไม่กีปีข้างหน้าถึงแม้ว่าประเทศแดนเศรษฐีน้ำมันแห่งนี้จะหันไปที่พลังงานสะอาดที่บ้านของตัวเอง เป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความไม่พอใจให้กับบรรดานักเรียกร้องต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
คาเรน ยัง (Karen Young) นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ด้านนโยบายพลังงานโลก (Center on Global Energy Policy) ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแสดงความเห็นในการลาออกจากกลุ่มโอเปคของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า
“การลาออกจากกลุ่มโอเปคนี้สะท้อนต่อความต้องการของ UAE ให้มีความยืดหยุ่นพร้อมกับผู้บริโภคพลังงานสำคัญ...ที่รวมไปถึงความสัมพันธ์ในอนาคตร่วมกับ “จีน” และมีความสัมพันธ์ทางการแข่งขันกับซาอุดีอาระเบีย”
ทั้งนี้เดลีเทเลกราฟของอังกฤษเคยรายงานเมื่อวันอังคารที่แล้ว(21)ว่า สงความอิหร่านของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ บีบให้ UAE ต้องหันหน้าเข้าหา “จีน” คู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯในการขึ้นมาเป็นผู้นำโลกรายใหม่ จากการที่สงครามอิหร่านนั้นสั่นสะเทือนไปถึงฐานรากโมเดลเศรษฐกิจของ UAE
เอพีรายงานว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความพยายามต่อต้านมาตราการกำหนดโควต้าการผลิตของกลุ่มโอเปคเป็นเพราะอาบูดาบีรู้สึกว่า ต่ำมากเกินไป ที่หมายความว่า UAE ไม่สามารถขายน้ำมันออกไปได้ในจำนวนที่ต้องการ
เอพีรายงานว่า ตลาดพลังงานของโอเปคนั้นลดลงในไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการที่สหรัฐฯได้เร่งการผลิตน้ำมันดิบของตัวเอง โดยในขณะที่ซาอุดีอาระเบียนั้นผลิตน้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรลในแต่ละวันแต่ทว่าสหรัฐฯกลับเร่งการผลิตไม่ต่ำกว่า 13 ล้านบาร์เรล/วัน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มโอเปคมาตลอดตั้งแต่สมัยแรกของการดำรงตำแหน่งจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางการทหารของสหรัฐฯต่ออ่าวอาหรับ โดยกล่าวว่าในขณะที่อเมริกาปกป้องสมาชิกกลุ่มโอเปค แต่ชาติเหล่านั้นกลับหาประโยชน์จากสิ่งนี้ดวยการตั้งราคาน้ำมันสูง อ้างอิงจากรอยเตอร์
ซึ่งการเสีย UAE ที่เป็นสมาชิกกลุ่มระดับผู้ก่อตั้งไปสามารถสร้างความสับสนและทำให้กลุ่มโอเปคอ่อนแอลงรวมไปถึง "ซาอุดีอาระเบีย" ที่รับบทบาทผู้นำกลุ่มโอเปค
กระทรวงพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่า การจำกัดในช่องแคบฮอร์มุซนี้จะทำให้การตัดสินใจลาออกไม่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อตลาด การออกจากโอเปคจะให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นและยังสอดคล้องกับยุทธศาตรระยะยาวและวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของ UAE


