คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศอนุญาตขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 เดือน สำหรับการงดใช้ชั่วคราวมาตรการแซงก์ชั่น ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียส่วนที่ถูกบรรทุกลงเรือลอยลำอยู่กลางทะเลอยู่แล้วในเวลานี้ได้ต่อไปอีกโดยไม่ถูกสหรัฐฯเอาผิด
ประกาศยืดเวลาอนุญาตคราวนี้ ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีขึ้น 2 วันหลังจากตัวรัฐมนตรีคลังอเมริกัน สกอตต์ เบสเซนต์ เพิ่งแถลงว่าวอชิงตันจะไม่ต่ออายุการงดใช้มาตรการแซงก์ชั่นน้ำมันรัสเซียเช่นนี้แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯคราวนี้ก็คือ น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรัสเซียซึ่งถูกขนถ่ายลงเรือแล้วไม่ว่าเรือลำใดก็ตามที จะได้รับความยินยอมจากสหรัฐฯให้จำหน่ายได้โดยไม่เอาผิด ในช่วงเวลาตั้งแต่วันศุกร์ (17) ที่เป็นวันอนุญาต ไปจนถึง เวลา 12.01 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม ตามเวลาภาคตะวันออกของสหรัฐฯ (ตรงกับ 04.01 น.ของวันที่ 17 พ.ค. เวลามาตรฐานกรีนิช หรือ 11.04 น. วันที่ 17 พ.ค. ตามเวลาเมืองไทย)
หากไม่มีประกาศอนุญาตล่าสุดครั้งนี้ การผ่อนคลายการแซงก์ชั่นก็จะหมดอายุลงในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา โดยที่เมื่อวันพุธ (15) เบสเซนต์ยังได้บอกกับพวกผู้สื่อข่าวเสียงเข้มๆ อยู่เลยว่า สหรัฐฯจะไม่ยืดเวลาผ่อนปรน ไม่ว่าให้แก่น้ำมันรัสเซีย หรือน้ำมันอิหร่านก็ตามที
ก่อนหน้านี้ การที่สหรัฐฯยอมผ่อนปรนให้ทั้งแก่น้ำมันรัสเซียและน้ำมันอิหร่านตั้งแต่ตอนแรก ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะผ่อนคลายภาวะช็อกจากการที่ซัปพลายทั่วโลกทำท่าขาดแคลนหนักหน่วง สืบเนื่องจากสงครามที่สหรัฐฯจับมือกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน แล้วเตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำสำคัญยิ่งยวดสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันได้พุ่งทะยานขึ้นรุนแรงนับแต่นั้น บีบบังคับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะพวกที่ต้องพึ่งพาอาศัยพลังงานส่งออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และแม้กระทั่งสหรัฐฯซึ่งที่จริงมีการนำเข้าน้ำมันตะวันออกกลางปริมาณไม่มาก แต่สภาพของราคาตลาดโลกที่พุ่งแรง ก็ยังคงส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มในอเมริกาดีดขึ้นแรงอยู่ดี สร้างภาระและความไม่พอใจให้แก่ครัวเรือนต่างๆ ขณะที่สหรัฐฯใกล้จะจัดการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งมีความสำคัญมากในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของอเมริกา ในต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้
อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายมาตรการยกเว้นเช่นนี้ ยังคงสร้างความยุ่งยากซับซ้อนให้แก่ความพยายามของพวกประเทศตะวันตก ที่จะลิดรอนรายรับจากน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเห็นกันว่าเป็นรายได้หลักที่แดนหมีขาวนำไปใช้ในการทำสงครามกับยูเครน
(ที่มา: เอเอฟพี)


