(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/the-winner-of-trumps-iran-war-iran/)
The winner of Trump’s Iran war? Iran
by Juan Cole
09/04/2026
ฐานะของสหรัฐฯตกต่ำลงเห็นๆ จากการไร้ความสามารถที่จะพิทักษ์ปกป้องพวกชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียและการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ระบอบปกครองของอิหร่านกลับยังคงรักษาตัวเป็นรูปเป็นร่างเอาไว้ได้เป็นส่วนใหญ่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา อันเป็นวันที่ 39 ของสงครามซึ่งอิสราเอล-สหรัฐฯทำกับอิหร่าน ทั้งนี้เขาพึ่งพาอาศัยคณะผู้เจรจาไกล่เกลี่ยชาวปากีสถาน และแผนการสันติภาพ 10 ข้อซึ่งยื่นเสนอโดย อิหร่าน เอง ว่าเป็นเหตุผลของการประกาศหยุดยิงครั้งนี้
และดังนั้น อิหร่านจึงเป็นผู้ชนะสงครามปี 2026 คราวนี้ อิหร่านไม่ได้มีชัยแบบที่พิชิตคู่แข่งด้วยการน็อกเอาต์หรอก พวกเขาชนะเมื่อพิจารณาจากนัยที่ว่า ถ้าหากผมขึ้นเวทีแข่งขันชกมวย 12 ยกกับ ดีออนเทย์ ไวลเดอร์ (Deontay Wilder) ผู้ครองแชมป์รุ่นเฮฟวีเวตอยู่นานปี และมีสถิติน็อกคู่ชกได้สูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ แล้วผมยังคงยืนอยู่ได้หลังจากการแข่งขันสิ้นสุดลง มันก็สมควรแล้วที่จะนับว่านี่เป็นชัยชนะของผม
ความพยายามของอิสราเอล-สหรัฐฯในการเด็ดหัวรัฐบาลอิหร่านนั้นประสบความล้มเหลว ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ถูกลอบสังหารไปพร้อมกับสมาชิกจำนวนมากในครอบครัวของเขาซึ่งมีทั้งเด็กๆ และผู้หญิง ตั้งแต่วันแรกของการถล่มโจมตีก็จริง ทว่าพวกนักการศาสนา 88 คนที่เป็นสมาชิกของสมัชชาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ก็เพียงแค่ลงมติคัดเลือกบุตรชายของเขา โมจตาบา คอเมเนอี มาดำรงตำแหน่งสืบแทนเขา นอกจากนั้นยังมกรณีรัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นพลเรือน ซึ่งถูกเข่นฆ่าเช่นกัน โดยน่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานอาชญากรรมสงคราม
ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคึยน ก็แต่งตั้ง มาจิด เอบเนลเรซา (Majid Ebnelreza) นายพลของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าเป็นผู้รักษาการรัฐมนตรีกลาโหม ยังมีกรณีของ อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (Supreme National Security Council) ซึ่งก็เป็นพลเรือนเช่นกันและได้ชื่อว่าเป็นพวกที่มีแนวคิดแบบนักปฏิบัตินิยม (pragmatist) เขาก็ถูกลอบสังหารเสียชีวิต และน่าจะเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงครามอีกคดีหนึ่ง
ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่งของเขา คือ โมฮัมหมัด บาเกร์ โซลคาดร์ (Mohammad Bagher Zolghadr) ซึ่งเป็นพวกสายแข็งที่เป็นอดีตนายพลคนหนึ่งของกองกำลัง IRGC นั่นคือ โดยสาระสำคัญแล้ว ทรัมป์กับผู้นำอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เสมือนกับได้ช่วยเหลือก่อการรัฐประหารภายใน โดยเล่นงานพวกนักปฏิบัตินิยมสายกลางในคณะรัฐบาลของอิหร่าน จึงทำให้แน่ใจได้ว่าพวกเขาจะถูกแทนที่โดยพวกสายแข็งที่มีแนวความคิดขวาจัดมากขึ้น
ขณะเข้าสู่สงครามครั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านเพิ่งดำเนินการเข่นฆ่าสังหารหมู่พวกผู้ประท้วงไปหลายพันคน และไม่มีเพื่อนมิตรสักคนในโลกใบนี้ แต่เมื่อ ทรัมป์ กับ เนทันยาฮู กระทำอาชญากรรมสงครามต่ออิหร่านอย่างชวนให้ตื่นตะลึง [1] แถมยังประพฤติตัวและพูดจาอย่างน่าสยดสยองสำทับซ้ำเข้าไปอีก จึงทำให้ประเทศจำนวนมากจบลงโดยอย่างน้อยที่สุดก็แสดงความสนับสนุนอิหร่านในทางวาจา หรืออย่างน้อยที่สุดก็แสดงท่าทีคัดค้านการทำสงครามเล่นงานพวกเขา
อิสราเอลออกมาจากสงครามครั้งนี้ในสภาพของชาติที่ถูกสังคมโลกรังเกียจ สหรัฐฯนั้นอาจจะยังรวยเกินไป ใหญ่เกินไป และทรงอำนาจเกินไป จนเกินกว่าที่จะถูกใครๆ รังเกียจ กระนั้นก็ตามที ฐานะของพวกเขาก็ต่ำตมลงมามากอย่างแน่นอน และสามารถคาดหมายได้ว่าจะได้รับความร่วมไม้ร่วมมือจากชาติอื่นๆ น้อยลงเยอะในอนาคตข้างหน้า
อิหร่านดูเหมือนจะสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ฐานทัพต่างๆ 13 แห่งของสหรัฐฯในตะวันออกกลาง คิดเป็นมูลค่าราว 1,000 ล้านดอลลาร์ทีเดียว ส่วนใหญ่แล้ว ฐานทัพเหล่านี้อยู่ในสภาพถูกทำลายหนักหน่วง [2] อิหร่านใช้โดรนลำเล็กๆ ราคาถูกในการเล่นงานใส่สถานที่ตั้งเรดาร์หลายแห่ง [3] ในคูเวตตลอดจนที่อื่นๆ ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ และทำให้สหรัฐฯมองไม่เห็นห่าขีปนาวุธที่พวกเขายิงเข้ามา จนเปิดทางให้การโจมตีในบางจุดของอิหร่านสามารถสร้างความเสียหายถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย อย่างเช่นที่ ดิโมนา (Dimona) ในอิสราเอล นอกจากนั้นอิหร่านยังสาธิตให้เห็นกันว่า การที่ประเทศต่างๆ ยินยอมอนุญาตให้สหรัฐฯเข้าไปตั้งฐานทัพนั้น มันไม่ได้เป็นการพิทักษ์คุ้มครองชาติเจ้าบ้านเลย หากกลับกลายเป็นการเปิดประตูอ้าซ่าแบกรับอันตรายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะแยะเสียมากกว่า
บุคลากรทางทหารสหรัฐฯจำนวนไม่น้อยดูเหมือนต้องหลบหนีออกจากฐานทัพเหล่านี้ โดยไปตั้งหลักกันใหม่ตามโรงแรมในท้องถิ่น แล้วการข่าวกรองของอิหร่านในย่านอ่าวเปอร์เซียก็มีดีเพียงพอจนกระทั่งโรงแรมเหล่านี้บางแห่งได้ถูกโจมตีจากโดรน บุคลากรบางรายเดินทางกลับไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี โดยที่มีเพียงเสื้อผ้าที่บรรจุอยู่บนเป้หลังของพวกเขาเท่านั้น และรัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ก็ดูเหมือนไม่ได้เข้าช่วยเหลืออะไรพวกเขานักหนาด้วย
หลังจากนี้แล้ว พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียยังคงต้องการที่จะได้ฐานทัพสหรัฐฯเหล่านี้ต่อไปอีกในระยะกลางจนถึงระยะยาวหรือไม่ เวลานี้ยังคงเป็นคำถามที่ไม่ทราบคำตอบอันชัดเจน รวมทั้งคำถามที่ว่ายังมีบุคลากรสหรัฐฯหลงเหลืออยู่ในอิรักหรือไม่? ทั้งนี้ชาวอิรักที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชิอะห์ ซึ่งก็คือชาวอิรักส่วนข้างมากชของประเทศ พากันแสดงความสนับสนุนอิหร่านในสงครามครั้งนี้
การที่ฝ่ายทหารของอิสราเอลใช้มาตรการเซนเซอร์ตรวจข่าว ทำให้เป็นเรื่องลำบากที่จะประเมินความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศนั้น โรงกลั่นน้ำมันเมืองไฮฟา (Haifa) นั้นถูกโจมตีแน่ๆ ดังที่ทางฝ่ายทหารและพวกสถาบันวิจัยด้านข่าวกรองระบุออกมา เห็นได้ชัดว่าเนทันยาฮูมีความเชื่อมั่นสูงเกินไปเกี่ยวกับจรวดสกัดกั้นของอิสราเอล
ชาวอิสราเอลจำนวนมากต้องโยกย้ายออกจากบ้านไปหาที่หลับที่นอนกันตามสถานที่พักพิงซึ่งอาจจะปลอดภัยกว่า ยิ่งกว่านั้น อิสราเอลยังกำลังประสบปัญหาจรวดสกัดกั้นร่อยหรอลงรวดเร็วยิ่งกว่าการร่อยหรอขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ของอิหร่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าหากสงครามยังดำเนินต่อไปแล้ว ถึงบางช่วงบางจังหวะอิสราเอลก็อาจจะกลายเป็นเป็ดเป้านิ่งให้ถูกอิหร่านสอยเอาตามใจ
หากอิสราเอลเห็นชอบจริงๆ ที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ของทรัมป์แล้ว นั่นก็น่าจะเนื่องจากเหตุผลที่ว่า –อิสราเอลเหลือเวลาไม่กี่วันจากการที่จะอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกสุดต้านทานการโจมตีของฝ่ายอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาในระยะหลังๆ จรวดสกัดกั้น “แอร์โรว์” (Arrow interceptors) ก็เหลืออยู่ในระดับต่ำเหลือเกินจนอิสราเอลต้องยอมปล่อยให้ขีปนาวุธบางส่วนผ่านเข้ามาได้ ถ้าหากพวกมันดูเหมือนมุ่งหน้าไปยังพวกพื้นที่ซึ่งค่อนข้างมีประชากรเบาบาง ในแง่นี้ อิสราเอลต้องถือว่าเป็นฝ่ายเสียคะแนนแล้ว
ผมได้ให้เหตุผลโต้แย้งเอาไว้แล้วว่า สงครามคราวนี้ล้มเหลวไม่เพียงเพราะว่ารัฐบาลอิหร่านยังดำรงคงอยู่ได้ แต่ยังเนื่องจากรายได้ประจำปีของพวกเขาจากปิโตรเลียมและจากค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งมีการจัดเก็บกัน อาจจะมีมูลค่าเป็นหลายๆ เท่าตัว [4] ทีเดียวของสิ่งที่อิหร่านได้รับอยู่จากการขายปิโตรเลียมให้จีนในช่วงก่อนสงคราม
ราคาปิโตรเลียมตอนนี้ตกลงมาจากช่วงที่ทะยานขึ้นสูงก่อนหน้านี้ สืบเนื่องจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจจะเป็นหรืออาจจะไม่เป็นสัญญาณแห่งการสิ้นสุดของสงครามครั้งนี้ก็ได้ แต่กระนั้นซัปพลายในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากมายเหลือเกินก็ได้ถูกทำลายไป หรือได้เกิดการล่าช้าในการขนส่ง จนทำให้ราคายังอาจจะสูงอยู่ในช่วงปีที่กำลังขยับเคลื่อนเข้ามา ทั้งนี้ดูเหมือนว่าความสามารถในการกลั่นปิโตรเลียมของอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายไปถึงราวๆ หนึ่งในสามทีเดียว
ทรัมป์กำลังถูกบังคับให้ต้องยอมยกเลิกมาตรการแซงก์ชั่นต่อปิโตรเลียมของอิหร่าน โดยยังไม่มีความชัดเจนว่า ในสภาพที่ตลาดตึงตัวของปี 2026 นี้ มาตรการเหล่านี้ยังสามารถที่จะกลับมาบังคับใช้กันใหม่อย่างสอดคล้องความเป็นจริงได้หรือไม่
การก้าวร้าวรุกรานของอิสราเอล-สหรัฐฯที่กระทำกับอิหร่าน เพิ่งสอนให้อิหร่านตระหนักว่า พวกเขาสามารถที่จะใช้การก่อวินาศกรรมโดยอาศัยโดรน มารีดเอาค่าผ่านทางจากพวกเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มันเป็นเรื่องลำบากที่จะมองเห็นว่าการกล่าวอ้างเรียกร้องค่าธรรมเนียมเช่นนี้จะสามารถยกเลิกและถอยหลังกลับไปสู่สภาพเดิมได้ยังไง ในเมื่อการโจมตีด้วยโดรนราคาถูกๆ ย่อมสามารถทำให้พวกเรือบรรทุกปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเหลวเกิดไฟลุกท่วมขึ้นมาได้เสมอ
มันเป็นเรื่องแพงลิ่วทีเดียวที่จะก่อตั้งระบบต่อสู้โดรนขึ้นมา จนกระทั่งการยินยอมแค่จ่ายค่าผ่านทางน่าจะมีราคาถูกกว่ากันนักหนา ยิ่งไปกว่านั้นพวกบริษัทประกันภัยย่อมต้องการระบบที่ใช้ได้ผล 100% ซึ่งไม่มีระบบต่อสู้โดรนหรือต่อสู้ขีปนาวุธใดๆ สามารถทำได้
การข่มขู่คุกคามที่จะเล่นงานพวกแท่นขุดเจาะน้ำมันต่างๆ ของอิหร่าน จะไม่สามารถทำให้เตหะรานยินยอมถอยหลังกลับได้ เนื่องจากถ้าหากตัวเองถูกโจมตี อิหร่านก็สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้แก่พวกแท่นขุดเจาะของซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, บาห์เรน, และคูเวต ได้เหมือนกัน และทำให้การผลิตพลังงานของโลกเป็นอัมพาต
อย่างที่เกิดขึ้นมาให้เห็นแล้ว อิหร่านได้สร้างความเสียหายอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังทีเดียวต่อพวกบ่อน้ำมันของคูเวต [5] และเมื่อวันจันทร์ (6 เม.ย.) ได้โจมตี [6] ใส่กลุ่มโรงงานปิโตรเคมีของของซาอุดีอาระเบียที่
จูบาอิล (Jubail) รวมทั้งลิดรอนความสามารถการผลิตก๊าซ LNG ของกาตาร์ที่ ราส ลาฟฟาน (Ras Laffan) ให้หดหายไป 17% [7]
แน่นอนทีเดียว อิหร่านได้รับความเสียหายอย่างน่าสยดสยองระหว่างช่วงเวลา 39 วันของการรณณงค์โจมตีของอิสราเอล-สหรัฐฯคราวนี้ ความสูญเสียของพวกเขามีตั้งแต่คนที่เสียชีวิตไป 3,600 คน[8]
ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพลเรือนอย่างน้อยที่สุด 1,665 คน –มีทั้งเด็กทารกและเด็กๆ (อย่างน้อยที่สุด 200 คน), ผู้หญิง (อย่างน้อย 200 คน) และผู้ชายที่มิได้เป็นนักรบอีกกว่า 1,000 คน นอกจากนั้นบางทียังอาจจะมีชาวอิหร่านถึง 20,000 ทีเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ
มีการประเมินจากที่อื่นๆ ว่าชาวอิหร่านถูกฆ่าตายไปมากกว่านี้ โดยบางแหล่งให้ตัวเลขสูงถึง 6,000 คน แต่นั่นอาจจะเป็นคำคุยโตของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู และ “สุราวิสกี้” พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักประหลาดๆ และการคุยโตสนั่นหวั่นไหว
อิหร่านยังได้เห็นพวกสถาบันวิจัยแห่งสำคัญๆ, โปรแกรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย, โรงงานเหล็กกล้า, กลุ่มโรงงานปิโตรเคมี, และสถานที่ตั้งทางเศรษฐกิจและทางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอื่นๆ ถูกทำลายไป อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้น่าที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าหากอิหร่านสามารถทำให้อิสราเอลแน่ใจขึ้นมาได้ว่า ตนเองมีเครื่องมือต่างๆ สำหรับการป้องปราม
มีความเป็นไปได้มากที่รัสเซียกับจีนจะช่วยเหลือในเรื่องการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ โดยกระทำอย่างเงียบๆ อยู่หลังฉาก เนื่องจากอิหร่านที่มีความเข้มแข็งสามารถยืนหยัดสู้กับสหรัฐฯและอิสราเอลที่เป็นตัวแทนของสหรัฐฯได้ ย่อมเป็นผลประโยชน์ของรัสเซียและจีน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกล่าวอ้าง [9] ว่า ได้ใช้เครื่องบินแบบต่างๆ 26 แบบ, ระบบขีปนาวุธยิงจากภาคพื้นดิน 4 แบบ, และระบบอาวุธยิงจากทะเล 6 แบบ ในการโจมตีเป้าหมายต่างๆ ราว 13,000 เป้าหมายภายในอิหร่าน บางเป้าหมายเหล่านี้เป็นวัตถุพลเรือนอย่างชัดเจน ดังนั้น เพนตากอนจึงกำลังคุยโวเรื่องอาชญากรรมสงครามชนิดเดียวกับที่พวกนายพลของญี่ปุ่นและของเยอรมนีได้เคยถูกฟ้องร้องกล่าวโทษมาแล้วในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ผมไม่สามารถค้นหากรณีที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านแยกต่างหากออกมาได้ ดังนั้น ผมจึงสงสัยว่าตัวเลขของเพนตากอนนี้เป็นจำนวนการโจมตีร่วมของสหรัฐฯกับอิสราเอลใช่หรือไม่
สตาร์ส แอนด์ สไตร์ปส์ (Stars and Stripes) สื่อหนังสือพิมพ์รายวันของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
รายงานข่าว [10] โดยอ้างCENTCOM (US Central Command กองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง) “แถลงว่ากองทัพสหรัฐฯได้โจมตีใส่พวกศูนย์บังคับบัญชาและควบคุมของอิหร่าน, กองบัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน, และสถานที่ตั้งทางด้านข่าวกรอง, พวกฐานยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile), ฝูงโดรน, และสถานที่ตั้งอาวุธต่อสู้เรือและต่อสู้อากาศยาน การโจมตีเหล่านี้ยังถล่มสะพานสำคัญอย่างน้อยที่สุด 1 แห่งซึ่งอยู่ใกล้เมืองหลวงเตหะราน ตลอดจนพวกคลังสัมภาระและพวกบังเกอร์ซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต”
อย่างไรก็ดี เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลอิหร่านไม่ได้สูญเสียการบังคับบัญชาและควบคุม และถึงแม้บางทีอาจจะมีบุคลากรและนายทหารกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) 1,200 นายถูกสังหาร แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่เข้าแทนที่พวกเขาได้ ทั้งนี้เข้าใจกันว่าIRGC มีบุคลากรประจำการระหว่าง 125,000 ถึง 190,000 นาย
IRGC อาจจะนำมาเปรียบเทียบได้กับเหล่าทหารพิทักษ์ชาติของสหรัฐฯ (US National Guard Corps) อิหร่านยังมีกองทัพประจำการตามแบบแผนปกติซึ่งมีกำลังพล 400,000 นาย นอกจากนั้นแล้ว แม้เป็นไปไม่ได้ท่จะทราบตัวเลขชัดเจนแน่นอน แต่อิหร่านยังน่าจะมีสมาชิกของกองกำลังอาวุธระดับท้องถิ่นตลอดจนพวกกองกำลังช่วยเหลือระบอบปกครองรักษาความสงบ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า บาซิจ (basij) อีกราวๆ 400,000 ถึง 800,000 นาย วิธีการทำงานในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งของอิหร่าน ก็คือว่า ถ้าคุณฆ่านายพลตายไปคนหนึ่ง พวกเขาก็จะเลื่อนพันเอกผู้หนึ่งขึ้นไปอยู่ตำแหน่งดังกล่าว ฝ่ายทหารของอิหร่านได้พบเห็นการเลื่อนตำแหน่งแบบนี้เยอะแยะมากมาย ทว่าระบบของพวกเขาก็ไม่เคยล้มครืนลงมา
การที่สหรัฐฯกับอิสราเอลถล่มโจมตีใส่พวกอาคารต่างๆ ของIRGC, ตำรวจ, และกองกำลังบาซิจ ดูเหมือนไม่ได้สร้างความอ่อนแอให้แก่รัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในหนทางที่สามารถตรวจวัดได้ใดๆ เลย แท้ที่จริงแล้ว พวกสถาบันเหล่านี้บางทีอาจจะมีอำนาจมีเกียรติศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้นในบางระดับด้วยซ้ำ จากการยืนหยัดต่อสู้กับพวกต่างชาติที่เข้ามารุกรานโจมตี
ดูหมือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯกับอิสราเอลใส่พวกที่ทึกทักเอาว่าเป็นฐานยิงขีปนาวุธ, ขีปนาวุธ, และโดรนนั้น จริงๆ แล้วจำนวนมากเป็นการโจมตีใส่พวกเป้าปลอมที่อำพรางหลอกลวงเอาไว้อย่างเฉลียวฉลาด ดังนั้น ตัวเลขสถานที่ตั้งซึ่งตกเป็นเป้าหมายถูกถล่ม 13,000 แห่งจึงเริ่มดูน่าประทับใจลดน้อยลง ถ้าหากว่าเป้าหมายเหล่านี้จำนวนมากเลยเป็นแค่เพียงเป้าหลอกๆ บรรจุทรายเอาไว้ และเป็น “ขีปนาวุธ” เป็น “ฐานยิง” ซึ่งใช้กระดาษมาทำให้ดูเหมือนของจริง
อิหร่านปิดฉากสงครามครั้งนี้โดยยังคงมีขีปนาวุธทิ้งตัวจำนวนมากถึง 1,000 ลูก [11] ที่สามารถนำมาใช้งานได้ จากที่ตอนเริ่มต้นมีอยู่ทั้งสิ้นราว 2,500 ลูก ด้วยเหตุนี้ การโจมตีของสหรัฐฯกับอิสราเอลจึงอยู่ในอาการไร้ประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยยิ่งมั่นใจได้จากการที่อิหร่านสามารถยิงขีปนาวุธดีๆ เป็นพันๆ
ลูกเข้าใส่อิสราเอลและพวกรัฐเพื่อนบ้านริมอ่าวเปอร์เซียได้อย่างไม่ขาดสาย
เนื่องจากเป้าหมายสำคัญที่สุดประการหนึ่งของอิสราเอลและสหรัฐฯ คือการกำจัดขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านให้หมดสิ้นลง เรื่องนี้พวกเขาคือประสบความล้มเหลวแน่ๆ พวกเขาดูเหมือนเพียงแค่สามารถทำลายฐานยิงขีปนาวุธทิ้งตัวในอิหร่านไปได้ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น
อิหร่านยังน่าที่จะมีโดรนชาเฮด (Shahed drone) เหลืออยู่อีกหลายหมื่นลำ พิจารณาในหลายๆ ทางแล้ว นี่ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอันยากลำบากซึ่งได้มาด้วยความสูญเสียหนักหน่วง เนื่องจากเวลานี้อิหร่านมีศัตรูหน้าใหม่ในหมู่เพื่อนบ้านของตนเอง และยังสูญเสียศักยภาพความสามารถทางด้านอุตสาหกรรมไปอีกด้วย กระนั้นมันก็ยังคงเรียกได้อยู่ดีว่าเป็นชัยชนะ
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/opinion/the-winner-of-trump-s-iran-war-iran?utm_source=Common+Dreams&utm_campaign=d0b415f1c7-Top+News+%7C+Thu.+1%2F8%2F26_COPY_01&utm_medium=email&utm_term=0_-c56d0ea580-601532725)
ฮวน โคล นักวิชาการและคอมเมนเตเตอร์ชาวอเมริกัน ในเรื่องภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ยุคใหม่ เขาเป็นศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน
เชิงอรรถ
[1]https://www.bbc.com/news/articles/cddq7j48p35o
[2]https://www.yahoo.com/news/articles/american-troops-forced-withdraw-middle-203540534.html
[3]https://www.msn.com/en-us/news/world/satellites-reveal-how-drones-bombed-us-bases/ar-AA20mLfn
[4] https://www.juancole.com/2026/04/trumps-vulgar-criminal.html
[5]https://www.juancole.com/2026/04/surging-prices-israel.html
[6]https://www.trtworld.com/article/340e0a0800fc
[7]https://www.juancole.com/2026/03/apocalypse-battle-looming.html
[8] https://www.bbc.com/news/articles/cwyk7xgkzvzo
[9] https://www.stripes.com/theaters/middle_east/2026-04-06/weapons-used-targets-struck-operation-epic-fury-21298231.html
[10] https://www.stripes.com/theaters/middle_east/2026-04-06/weapons-used-targets-struck-operation-epic-fury-21298231.html
[11]https://www.yahoo.com/news/articles/sources-idf-does-not-actually-214619003.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAAAYbbEr9Jk7pHWmth5PPMsOAaLmfx908AgfIkPXycQGJg8nTGe9lam21UogtUE2SCM3WhGu_uyFbJDOn6wXY0KSchRJLi-xxCoUcip0a6i5MUpKNdh6MT3pFMr4vSCjE-_QTbnQGeij6NBwB6mm-RU-6GGEPMo0nuLosHuhNLAY1


