สหรัฐฯกำลังเตรียมการที่จะทุ่มสุดตัว เทคลังสำรองขีปนาวุธร่อนล่องหนพิสัยไกล "JASSM-ER" เกือบทั้งหมด ไปยังยุทธการทางทหารกับอิหร่าน ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันเสาร์(4เม.ย.) โดยที่ขีปนาวุธเหล่านั้นจะถูกดึงออกจากคลังสำรองที่เคยจัดสรรไปยังภูมิภาคอื่นๆ ส่วนหนึ่งในยกระดับปฏิบัติการสู่ขั้นต่อไป
สหรัฐฯพึ่งพิงอาวุธพิสัยไกลต่างๆนานาค่อนข้างมากในการโจมตีอิหร่าน ในนนั้นรวมถึง JASSM-ER ส่วนหนึ่งในความพยายามลดความเสี่ยงแก่กำลังพล พร้อมกับเล็งเป้าเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯและอิสราเอล อ้างอ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านถูกทำลายเป็นส่วนใหญ่แล้ว เปิดทางให้ใช้กระสุนต้นทุนต่ำบางส่วนในบางปฏิบัติการ อย่างไรก็ตามด้วยเหตุการณ์ต่างๆเมื่อเร็วๆนี้ ในนั้นรวมถึงเหตุสอยร่วงเครื่องบินขับไล่โจมตี F-15E และเครื่องบินโจมตี A-10 เมื่อเร็วๆนี้ รวมถึงกรณีอิหร่านยิงใส่สร้างความเสียหายแก่เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ตอกย้ำว่ายังคงมีความเสี่ยงในสมรภูมิ ตามรายงานของบลูมเบิร์ก
แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยกับบลูมเบิร์ก ว่าขีปนาวุธ JASSM-ER ถูกใช้ไปแล้วมากกว่า 1,000 ลูก ในช่วง 4 สัปดาห์แรกของสงคราม พร้อมเสริมว่าขีปนาวุธรุ่นนี้ยังถูกใช้ไป 47 ลูก ครั้งที่สหรัฐฯเปิดปฏิบัติการจู่โจมบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา
สหรัฐฯเป็นผู้ให้ทุนสำหรับจัดซื้อขีปนาวุธ JASSM จำนวนมากกว่า 6,200 ลูก มาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่การผลิตรุ่นพื้นฐานได้ยุติลงเมื่อราวๆ 1 ทศวรรษก่อน กระนั้นทางล็อคฮีด มาร์ติน มีกำหนดผลิต JASSM-ER จำนวน 396 ลูก ในปี 2026 แต่สามารถยกระดับกำลังผลิตได้สูงสุด 860 ลูกต่อไป ถ้าเดินเครื่องไลน์ผลิตเต็มกำลัง
รายงานของบลูมเบิร์กเน้นว่าการทุ่มขีปนาวุธไปยังสงครามอิหร่าน ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกนำไปใช้ทั้งหมดเสมอไป ขณะที่ในปฏิบัติการจัดการกับอิหร่าน จนถึงตอนนี้ขีปนาวุธรุ่นนี้ ใช้ยิงออกจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 และ B-1B เช่นเดียวกับฝูงบินขับไล่โจมตี
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นแม้ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังวางแผนอะไรในขั้นต่อไปของยุทธการจัดการอิหร่าน หลังจากก่อนหน้านี้กองกำลังทางภาคพื้นของอเมริกา ในนั้นรวมถึงนาวิกโยธินและทหารพลร่ม ถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการบุกยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีน้ำมันหลักของอิหร่าน
ทรัมป์ กล่าวปราศรัยเมื่อวันพุธ(1เม.ย.) ว่า "ในช่วง 2 หรือ 3 สัปดาห์ข้างหน้า เราจะลากอิหร่านกลับสู่ยุคหิน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคู่ควร" แต่เขาไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับกองทัพ รัฐบาล หรือโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของอิหร่าน
บลูมเบิร์กรายงานว่าอิหร่านสอยร่วงโดรน MQ-9 ไปแล้ว 12 ลำ ระหว่างสงคราม เช่นเดียวกับเครื่องบิน 2 ลำในวันศุกร์(3 เม.ย.)
เคลลี เกรียโค นักวิจัยจากสถาบันสติมสัน มองว่าความล่าช้าในการประจำการฝูงบินทิ้งระเบิด B-52 ก่อข้อสงสัยว่าสหรัฐฯ อาจยังคงต้องพึ่งพาขีดความสามารถในการโจมตีจากระยะไกลอยู่ ตามรายงานของบลูมเบิร์ก
ปัจจุบัน ล็อคฮีด มาร์ติน สามารถผลิตตัวสกัดกั้น Patriot PAC-3 ได้ราวๆ 650 ลูกในแต่ละปี และมีแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 2,000 ลูกต่อปีภายในปี 2030 ขณะที่กำลังผลิตตัวสกัดกั้น THAAD คาดหมายว่าจะเพิ่มจาก 96 ลูกเป็น 400 ลูกต่อปี
นอกจากนี้แล้ว สหรัฐฯ ยังยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กไปแล้วหลายร้อยลูกระหว่างทำสงครามกับอิหร่าน ในขณะที่ช่วงก่อนสงครามมีเหลืออยู่ในสต๊อกประมาณ 4,000 ลูก ในนั้นรวมถึงรุ่นเก่าและรุ่นต่อต้านเรือ ทั้งนี้ RTX Corp ผลิตโทมาฮอว์กเพียงราวๆ 100 ลูกในปี 2025 และได้ดำเนินการอัพเกรดรุ่นเก่าราวๆ 240 ลูก ให้เป็นโทมาฮอว์กรุ่นล่าสุด Block V
หลังสงครามลากยาวมานานกว่า 1 เดือน คำประเมินต่างๆนานาบ่งชี้ว่าศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่านลดลงอย่างมาก แต่ยังคงสภาพสมบูรณ์บางส่วน มีเพียงเศษส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับคำยืนยันว่าถูกทำลายแล้ว ขณะเดียวกันเชื่อว่าแท่นยิงจำนวนมากและขีปนาวุธต่างๆที่สะสมไว้ ยังคงใช้งานได้อยู่ แม้ถูกสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักก็ตาม
(ที่มา:เยรูซาเลมโพสต์/บลูมเบิร์ก)


