ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเป็นที่จับตามองอย่างมากท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่
ความพยายามของ ทรัมป์ ที่จะกำหนดตารางการเดินทางใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันที่ต้องการแสดงความมั่นใจในสงครามตะวันออกกลางที่ท้าทาย และในขณะเดียวกัน ก็จัดการความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social วานนี้ (25) ว่าตนจะเยือนปักกิ่งในวันที่ 14 และ 15 พ.ค. และจะต้อนรับ สี จิ้นผิง ในการเยือนวอชิงตันปลายปีนี้
"ตัวแทนของเรากำลังเตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับการเยือนครั้งประวัติศาสตร์เหล่านี้" ทรัมป์ กล่าว "ผมตั้งตารอที่จะใช้เวลาร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในสิ่งที่ผมมั่นใจว่า จะเป็นเหตุการณ์สำคัญ"
สถานทูตจีนระบุว่ายังไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่จะให้เกี่ยวกับการประกาศการเยือนครั้งนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วปักกิ่งจะไม่เปิดเผยกำหนดการของ สี จิ้นผิง ล่วงหน้าเกินกว่า 2-3 วัน
การเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้ามานาน และความพยายามของวอชิงตันที่จะปรับความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถูกเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาแทรกแซงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อเดือน ก.พ. ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนกอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นแหล่งอำนาจต่อรองของ ทรัมป์ ในการเจรจากับจีนซึ่งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกา และต่อมาในเดือนเดียวกัน ปฏิบัติการทางทหารร่วมของ ทรัมป์ กับอิสราเอลต่ออิหร่านก็ได้สร้างความตึงเครียดใหม่กับปักกิ่ง ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของเตหะราน
ทรัมป์ เคยไปจีนครั้งล่าสุดในปี 2017 และการเยือนในเดือน พ.ค. นี้จะเป็นการเจรจาแบบพบปะกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่การประชุมในเกาหลีใต้เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองได้ตกลงกันเรื่องการสงบศึกทางการค้า
ทำเนียบขาวระบุว่า สี จิ้นผิง เข้าใจเหตุผลของ ทรัมป์ ที่จำเป็นต้องเลื่อนการเยือนจีนออกไปเป็นเดือน พ.ค. จากเดิมซึ่งกำหนดไว้ในช่วงต้นเดือน เม.ย.
การเดินทาง 2 วันครั้งนี้จะผสมผสานพิธีการอันหรูหราอลังการซึ่งกลายเป็นลักษณะเด่นของการเดินทางไปต่างประเทศของทรัมป์ เข้ากับการเจรจาทางการทูตที่เฉียบคม
ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงฉันมิตรในปักกิ่งเกี่ยวกับการค้าสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนเครื่องบิน ขณะเดียวกันก็คาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นความตึงเครียดอื่นๆ เช่น ปัญหาไต้หวัน ซึ่งคงจะมีความคืบหน้าน้อยมาก
ทรัมป์ ได้เพิ่มการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวันอย่างมากในช่วงวาระที่ 2 ของการดำรงตำแหน่ง การกระทำดังกล่าวสร้างความเดือดดาลต่อปักกิ่ง ซึ่งอ้างว่าเกาะที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้เป็นดินแดนของตน
ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าสงครามกับอิหร่านซึ่งสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกจะยุติลงก่อนการประชุมระหว่าง สี จิ้นผิง และ ทรัมป์ หรือไม่
ทรัมป์ ได้ขอการสนับสนุนจากผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก รวมถึงจีน เพื่อช่วยต่อต้านความพยายามของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ที่มา: รอยเตอร์


