วิกฤตอุปทานเริ่มส่งผลกระทบต่อเอเชียใต้แล้ว และกำลังลุกลามสู่อาเซียน รวมถึงดินแดนอื่นๆ ในขณะที่ยุโรปเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงานและเชื้อเพลิงอย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า หากยังไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จากคำเตือนของผู้บริหารระดับสูงของเชลล์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่
บอสของบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของยุโรปแห่งนี้ เผยว่าทางบริษัทกำลังทำงานอย่างหนักกับรัฐบาลชาติต่างๆในยุโรป เพื่อช่วยรัฐบาลเหล่านั้นจัดการกับวิกฤตอุปทานน้ำมันและก๊าซ ซึ่งนำมาสู่การแบ่งปันพลังงานในหลายชาติในเอเชียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ราคาน้ำมันปรับลดลงมาอยู่ราวๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ(25มี.ค.) จากที่เคยพุ่งแตะระดับ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นสัปดาห์ หลังมีข่าวว่าทำเนียบขาวส่งแผนสันติภาพ 15 ข้อ ไปยังพวกผู้นำอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม หากปราศจากการฟื้นคืนของการส่งมอบน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียไปยังผู้ซื้อทั้งหลายทั่วโลก ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อันสำคัญ ยุโรปเสี่ยงเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในไม่กี่สัปดาห์ อ้างอิงคำเตือนของ วาเอล ซาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเชลล์
ซีอีโอของเชลล์รายนี้บอกกับที่ประชุมอุตสาหกรรมน้ำมันในเทกซัส ต่อว่า "เอเชียใต้เป็นดินแดนแรกที่ได้รับผลกระทบนั้น จากนั้นก็ลุกลามสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ยุโรป ครั้งที่เราเข้าสู่เดือนเมษายน"
ซาวัน บอกว่าวิกฤตที่เวลานี้ลากยาวมา 4 สัปดาห์ ได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานเชื้อเพลิงเครื่องบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมันแพงขึ้นเท่าตัวนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น และดีเซลอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันเป็นลำดับถัดไป ตามด้วยเบนซิน ในขณะที่ฤดูกาลขับขี่ช่วงฤดูร้อนได้เริ่มขึ้นแล้วในสหรัฐฯและยุโรป
คำเตือนแบบตรงๆดังกล่าว เป็นไปในทิศทางเดียวกับความเห็นของ คาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ที่บอกกับที่ประชุมเดียวกัน ว่าภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงานในยุโรป น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ถ้าความขัดแย้งยังคงลากยาวต่อไป
เธอชี้ว่าการตัดสินใจของเยอรมนี ในการค่อยๆถอยห่างจากพลังงานปรมาณูเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง และการนำเข้าก๊าซปริมาณมหาศาล ผ่านเรือบรรทุกสินค้าเหลวที่ผ่านการทำความเย็นจัด จากต่างแดน อาจเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในทางออกของวิกฤตนี้
ด้าน แลร์รี ฟิงก์ บอสของบริษัทการเงินสัญชาติสหรัฐฯ BlackRock ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี มองว่าเค้าลางความเสี่ยงที่มีต่ออุปทานพลังงานของยุโรป อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นเวลานาน ถ้าน้ำมันแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และถ้าอิหร่านยังคงข่มขู่และน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง มันจะก่อผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลก
แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปของขอบเขตและผลลัพธ์ความขัดแย้งโดยสมบูรณ์ แต่ ฟิงก์ สันนิษฐาน 2 กรณี คือหนึ่งการออกจากความขัดแย้งโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะช่วยให้ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนอีกหนึ่งคือความขัดแย้งผลักให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
"มันอาจอยู่เหนือระดับ 100 หรือใกล้ๆ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอีกหลายปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และอาจก่อผลลัพธ์เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงและหนักหน่วง" เขากล่าว
(ที่มา:เดอะการ์เดียน)


