(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/iran-may-be-where-the-us-led-world-order-ends/)
Iran may be where the US-led world order ends
by Kashif Hasan Khan
14/03/2026
ฐานะความเป็นเจ้าเหนือใครๆ ของอเมริกากำลังเริ่มพังทลายแบบเรียลไทม์ ขณะที่อิหร่านซึ่งอยู่ในอาการเลือดเข้าตา โจมตีใส่พวกประเทศอ่าวเปอร์เซีย และทำให้การรับประกันความมั่นคงซึ่งสหรัฐฯให้แก่ชาติเหล่านี้ กลายเป็นคำสัญญาที่ไร้ความหมาย
ในผลงานชิ้นยิ่งใหญ่ของเขาเรื่อง “The History of the Decline and Fall of the Roman Empire” (ประวัติศาสตร์แห่งการเสื่อมโทรมและการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน) นักประวัติศาสตร์ เอดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) เสนอความคิดเห็นว่า จักรวรรดิต่างๆ มีน้อยนักที่พังทลายลงไปอย่างฉับพลัน การเสื่อมโทรมของพวกเขาปกติแล้วอยู่ในลักษณะค่อยๆ ปรากฏให้เห็น โดยก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเชิงโครงสร้างเป็นระยะเวลายาวนาน
กระนั้นก็ตามที บางครั้งบางคราวประวัติศาสตร์ก็บันทึกช่วงขณะเวลาในตอนที่การคำนวณอย่างผิดพลาดทางยุทธศาสตร์เพียงแค่ครั้งหนึ่งครั้งเดียว ได้กลายเป็นตัวเร่งอัตราเร็วของกระบวนการดังกล่าว คำถามที่สมควรที่จะตั้งกันขึ้นมาในเวลานี้ก็คือ สหรัฐฯขณะนี้น่าจะกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงขณะดังกล่าวแล้วใช่หรือไม่
การร่วมมือกันของสหรัฐฯ-อิสราเอลในการโจมตีเล่นงานอิหร่านตั้งแต่เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอภิปรายกันอย่างเข้มข้นในหมู่นักวิชาการและพวกผู้สังเกตการณ์ทางนโยบาย การขัดแย้งกันทางทหารในเอเชียตะวันตกนั้นย่อมไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างไร ทว่าเอพพิโสดที่เรากำลังเฝ้าชมกันอยู่นี้อาจจะบรรจุเอาไว้ด้วยผลพวงต่อเนื่องต่างๆ ซึ่งแผ่แรงกระทบกว้างไกลเกินกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิเฉพาะหน้ามากมายนักหนา นักวิเคราะห์บางรายได้นำสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคราวนี้ไปเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์คลองสุเอซปี 1956 (the 1956 Suez Crisis) [1] เมื่อตอนที่สหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศสพยายามที่จะเข้ายึดคลองสุเอซภายหลังอียิปต์ประกาศยึดกิจการคลองขุดสำคัญแห่งนี้มาเป็นสมบัติของประเทศชาติ
ถึงแม้การปฏิบัติการในครั้งนั้น ตอนต้นๆ ทีเดียว สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในทางการทหาร แต่มันก็พังครืนลงในทางการเมืองภายหลังสหรัฐฯได้บังคับให้พวกชาติพันธมิตรยุโรปของตนเหล่านี้ถอนกำลังออกไป วิกฤตคราวนั้นได้เปิดเผยให้เห็นจะแจ้งว่าสหราชอาณาจักรไม่สามารถที่จะปฏิบัติการในฐานะเป็นมหาอำนาจระดับโลกที่เป็นอิสระได้อีกต่อไปแล้ว และก็เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงจุดจบแห่งฐานะครอบงำเหนือชาติอื่นๆ แบบจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ของพวกเขาอีกด้วย
ทุกวันนี้ การโจมตีอิหร่านอาจจะเป็นตัวแทนแสดงถึงจุดเปลี่ยนแปลงทิศทางในทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสำคัญในทำนองเดียวกันก็ได้ ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯเปรียบเสมือนสมอเรือยักษ์ใหญ่ที่ตรึงให้ระเบียบของทั่วโลกในปัจจุบันปักหลักอย่างมั่นคง โดยวอชิงตันกระทำเช่นนี้ได้ไม่เพียงเพราะอาศัยแสนยานุภาพทางทหารเท่านั้น แต่ยังผ่านพวกสถาบัน, กฎระเบียบต่างๆ, และการจัดการทำความตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย ประเทศจำนวนมาก รวมทั้งพวกมหาอำนาจที่กำลังปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ๆ ต่างขยายตัวทางเศรษฐกิจไปภายในกรอบโครงดังกล่าวนี้
การก้าวผงาดของจีนในฐานะเป็นศูนย์กลางยิ่งใหญ่ทางอุตสาหกรรมการผลิต และการที่รัสเซียกำลังบูรณาการเข้าสู่ตลาดระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 2 อย่างนี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นภายในระบบเศรษฐกิจซึ่งก่อรูปขึ้นมาด้วยการเป็นผู้นำของอเมริกา ด้วยเหตุนี้ ความถูกต้องชอบธรรมซึ่งรองรับฐานะความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ จึงไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของพลังแห่งความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความรับรู้เข้าใจกันว่าระบบที่อเมริกาสร้างขึ้นมานั้นสามารถก่อให้เกิดเสถียรภาพและการแบ่งปันแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ ในทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย ทั้งนี้ สมควรที่จะกล่าวเน้นเอาไว้ด้วยว่า ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่การทำความตกลงดำเนินการต่างๆ เช่นนี้ มีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์ยิ่งไปกว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันตก
รากฐานต่างๆ ของความเป็นผู้นำของสหรัฐฯในเอเชียตะวันตก
เอเชียตะวันตกคือหนึ่งในภูมิภาคที่มีความแปรปรวนวุ่นวายสูงที่สุดในแวดวงการเมืองระดับโลกมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาในปี 1948 การสู้รบขัดแย้งกันครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างอิสราเอลกับพวกรัฐอาหรับ [2] เคียงคู่ขนานกันไปกับการระเบิดตูมตามของความเป็นปรปักษ์กันอันเนื่องมาจากการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและทางนิกายศาสนา ตลอดจนสงครามกลางเมืองที่นั่นที่นี่ไม่หยุดไม่หย่อน เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพขึ้นมาอย่างยืดเยื้อ กระนั้นก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ภูมิภาคนี้ยังเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันสำรองปริมาณมากมายมหาศาล ทำให้เรื่องการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของเอเชียตะวันตก กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการประคับประคองให้เศรษฐกิจโลกยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่างๆ ต่อไปได้
เพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ สหรัฐฯได้พัฒนากรอบโครงทางด้านความมั่นคงและทางด้านพลังงานขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของอิทธิพลต่อทั่วโลกของอเมริกาไปด้วย เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 วอชิงตันได้เสนอให้การรับประกันด้านความมั่นคงแก่พวกระบอบปกครองราชาธิปไตยในย่านอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้นว่า ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สิ่งที่รัฐเหล่านี้กระทำให้แก่สหรัฐฯเป็นการตอบแทนก็คือ พวกเขาตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมัน และทำการซื้อขายน้ำมันกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสำคัญ การทำความตกลงดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งรู้จักเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า ระบบดอลลาร์น้ำมัน (petrodollar system) [3] กลายเป็นตัวเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่บทบาทความเป็นศูนย์กลางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯในระบบการเงินของทั่วโลก เวลาเดียวกันนั้นก็เป็นการรับประกันให้มีซัปพลายพลังงานออกมาอย่างน่าเชื่อถือไว้วางใจได้
ความสัมพันธ์เช่นนี้แสดงบทบาทหน้าที่ของเป็นการแลกเปลี่ยนต่อรองกันในทางยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง โดยที่พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียได้รับการปกป้องคุ้มครองด้านความมั่นคง --ภายในภูมิภาคซึ่งโดดเด่นในเรื่องความเป็นปรปักษ์กันทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันสหรัฐฯก็ได้รับความมั่นคงทั้งจากการสามารถรักษาเสถียรภาพทางพลังงานและจากการมีอิทธิพลในทางการเงิน
เมื่อเวลาผ่านไป การดำเนินการทำความตกลงกันเช่นนี้ได้ช่วยประคับประคองการพัฒนาทางเศรษฐกิจในตลอดทั่วทั้งอ่าวเปอร์เซีย และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ฐานะของวอชิงตันในการเป็นมหาอำนาจภายนอกที่ทรงความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ในเรื่องการก่อรูปปรับโฉมความมั่นคงของภูมิภาคแถบนี้
อย่างไรก็ดี อิหร่านกลับเป็นผู้ที่ยืนอยู่นอกระบบนี้มายาวนานมาก หลังจากการปฏิวัติอิสลามปี 1979 (the 1979 Islamic Revolution) ความสัมพันธ์ระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันได้เสื่อมทรามลงอย่างดุเดือดชัดเจนมาก อิหร่านวางฐานะตนเองให้เป็นหนึ่งในผู้ท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ และพัฒนาเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรระดับภูมิภาคขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยตัวแสดงอย่างเช่น ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah), ฮามาส (Hamas), และพวกฮูตี (Houthis) ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้ความตึงเครียดในทั่วทั้งภูมิภาคยิ่งฝังแน่นหยั่งรากลึก และทำให้พวกระบอบราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียต้องพึ่งพาการรับประกันความมั่นคงของสหรัฐฯอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น
เป็นเวลาหลายทศวรรษทีเดียว ยุทธศาสตร์ของอเมริกันในเอเชียตะวันตก ยึดโยงอยู่กับเสาหลัก 3 ต้น ได้แก่ การปิดล้อมอิหร่าน, การประคับประคองระบบดอลลาร์น้ำมัน, และการรับประกันความมั่นคงของพวกหุ้นส่วนที่เป็นรัฐริมอ่าวเปอร์เซีย กรอบโครงเช่นนี้เปิดทางให้วอชิงตันสามารถปรับแต่งรูปโฉมพลวัตของภูมิภาคนี้ ในเวลาเดียวกับที่ธำรงรักษาความเป็นผู้นำของทั่วโลกในวงกว้างออกไปเอาไว้
ทำไมระเบียบระดับภูมิภาคเช่นนี้จึงกำลังทำท่าจะเกิดความร้าวฉานขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการหลายๆ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าพวกรากฐานทั้งหลายของระบบนี้กำลังอยู่ในอาการอ่อนแอคลอนแคลนเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กำลังก่อให้เกิดคำถามอันฉกาจฉกรรจ์ขึ้นมาเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจ และในด้านความยั่งยืน
ในเรื่องของเครดิตความน่าเชื่อถือนั้น ได้เกิดความวิตกกังวลสำคัญประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจกันในทางการทูต รายงานหลายๆ กระแสบ่งชี้ [4] ว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านยังกำลังดำเนินอยู่ในโอมาน ตอนที่สหรัฐฯเข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2025 การเปิดโจมตีทางการทหารระหว่างที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตกันอยู่เช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนวิธีการเจรจา โดยที่ในทางการทูตระหว่างประเทศนั้น ความน่าเชื่อถือไว้วางใจกัน ยังคงเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งยวด แม้กระทั่งภายในหมู่พวกที่เป็นศัตรูกันในทางยุทธศาสตร์
เรื่องความถูกต้องชอบธรรมของการปฏิบัติการที่สหรัฐฯกับอิสราเอลกระทำเอากับอิหร่านครั้งนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง รายงานข่าวระบุว่าการโจมตีคราวล่าสุดนี้ไม่ได้มีการขออำนาจอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาสหรัฐฯ และก็ไม่ได้ผ่านการอนุมัติรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ การกระทำทั้งหลายที่มีลักษณะมองเมินเบี่ยงเบนออกจากพวกกลไกระหว่างประเทศซึ่งได้รับการรับรองเชื่อถือเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกตั้งคำถาม ทั้งในประเด็นเกี่ยวกับกฎระเบียบที่จะใช้เพื่อการกำกับตรวจสอบการใช้กำลัง และในประเด็นเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของการบังคับใช้ระเบียบระหว่างประเทศ
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ ผลพวงต่อเนื่องระดับภูมิภาคเหล่านี้ได้เน้นย้ำให้เห็นจุดอ่อนเปราะที่ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการปฏิบัติการตอบโต้แก้แค้นของอิหร่านคราวนี้พุ่งเป้าหมายเล่นงานพวกโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ซึ่งสัมพันธ์โยงใยอยู่กับพวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซีย สำหรับรัฐบาลของชาติเหล่านี้แล้ว เอพพิโสดนี้จึงกำลังก่อให้เกิดคำถามฉกาจฉกรรจ์ถึงระดับรากฐาน นั่นคือ ถ้าสหรัฐฯไม่สามารถที่จะพิทักษ์ป้องกันพวกเขาจากการบานปลายขยายตัวระดับภูมิภาคได้เสียแล้ว สหรัฐฯจะยังคงสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือไว้วางใจได้ต่อไปอีกหรือ?
ความวิตกกังวลเหล่านี้กำลังพัฒนาไปทีละเล็กละน้อย ดังเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีหลังๆ นี้ พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียต่างมีการกระจายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ของพวกตนให้กว้างขวางหลายหลากออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การปรากฏตัวทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเพิ่มพูนขยายตัวยิ่งขึ้นทุกทีในภูมิภาคนี้ ก็กำลังกลายเป็นการเสนอความเป็นหุ้นส่วนที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งขึ้นมา หลังจากที่ในอดีตทางเลือกเช่นนี้มีอยู่อย่างจำกัดเหลือเกิน ปักกิ่งกำลังอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ๆ, โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน, และความร่วมมือกันด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างสม่ำเสมอให้แก่ฐานะของตนเองในการเป็นตัวแสดงทางเศรษฐกิจที่สำคัญรายหนึ่งในเอเชียตะวันตก
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังกำลังเริ่มต้นแสดงบทบาททางการทูตด้วยเช่นกัน ข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านปี 2023 ซึ่งปักกิ่งเป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จัดทำขึ้นมาจนสำเร็จ คือเครื่องสาธิตให้เห็นว่าพวกตัวแสดงทางการทูตที่เป็นทางเลือกทางอื่นกำลังปรากฏตัวขึ้นในภูมิภาค ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีแต่ถูกการวางตัวเป็นคนกลางของอเมริกันครอบงำเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน ผลพวงต่อเนื่องทางเศรษฐกิจของการสู้รบขัดแย้งที่กำลังยกระดับบานปลายออกไป ยังกำลังทำท่าขยายขนาดขอบเขตเกินเลยออกไปจากตะวันออกกลางมากมายนัก การสะดุดติดขัดใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำแคบๆ ทว่าการลำเลียงน้ำมันของทั่วโลกในสัดส่วนที่ใหญ่โตสำคัญทีเดียวจะต้องผ่านนั้น จะมีผลผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันซึ่งอยู่ในระดับเกินกว่าบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์จะต้องก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในเศรษฐกิจระดับโลกอย่างไม่ต้องสงสัย จึงกำลังสร้างผลกระทบกระเทือนต่อทั้งตลาดชาติพัฒนาแล้ว และทั้งชาติเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย
ความวิตกกังวลที่กว้างไกลยิ่งกว่านั้นอีก คือการที่สหรัฐฯกำลังเสี่ยงจะบ่อนทำลายระบบซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยประคับประคองฐานะความเป็นผู้นำของสหรัฐฯเอาไว้ ระเบียบที่เกิดขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น สั่งการให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมออกมาได้ สืบเนื่องจากมันทำท่าว่าสามารถสนับสนุนส่งเสริมความมีเสถียรภาพ, ช่วยสร้างกฎระเบียบที่อยู่ในร่องในรอยสามารถคาดทายล่วงหน้าได้, และเอื้ออำนวยให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้าหากเกิดความรับรู้เข้าใจในทางตรงกันข้ามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ วอชิงตันกลับถูกมองว่าเป็นพลังที่ก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพ แทนที่จะเป็นพลังสร้างเสถียรภาพแล้ว ความน่าเชื่อถือไว้วางใจในความเป็นผู้นำของสหรัฐฯดังกล่าวข้างต้น ก็จะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนลดทอนลงทุกทีๆ
พลวัตเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกันเรียบร้อยแล้วในรูปของการที่ประเทศจำนวนมากแสดงความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินที่มีการกระจายตัวอย่างชนิดแตกต่างหลากหลายออกไปจากเดิม ความริเริ่มต่างๆ ภายในการรวมตัวของกลุ่มบริกส์ (BRICS) ซึ่งมุ่งหมายที่จะลดถอนการพึ่งพาอาศัยพวกสถาบันทางการเงินซึ่งถูกสหรัฐฯครอบงำเอาไว้ ก็คือการสะท้อนให้เห็นถึงการเสาะแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี มันอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะประกาศว่า ฐานะความเป็นผู้นำทั่วโลกของอเมริกาได้มาถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว ถึงอย่างไรเวลานี้สหรัฐฯก็ยังคงเป็นตัวแทนทางทหารที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดของโลก และยังคงครอบครองตำแหน่งตรงใจกลางในทางการเงินและทางเทคโนโลยีของโลกเอาไว้ ทั้งนี้ ระบบของผู้ที่วางตัวเป็นเจ้าเหนือคนอื่นๆ ไม่ว่าระบบไหน มีน้อยนักที่จะพังครืนลงอย่างทันทีทันใด บ่อยครั้งกว่านั้นมากที่พวกมันจะอ่อนแอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ความเชื่อมั่นในพลังอำนาจที่เหนือกว่าใครๆ ของมันเสื่อมถอยหดตัวลงไปทุกที
การถกเถียงอภิปรายที่เกิดขึ้นรอบๆ เหตุการณ์โจมตีเล่นงานอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นการสะท้อนให้เห็นความไม่แน่ไม่นอนดังกล่าวนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ถ้าหากเครดิตความเชื่อมั่นไว้ใจในเรื่องการรับประกันความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังคงถูกกัดกร่อนหดถอยลงต่อไปอีก ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวค้ำจุนอิทธิพลของอเมริกาแล้ว ระเบียบโลกก็อาจจะกำลังอยู่ในภาวะปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เพื่อเข้าสู่โครงสร้างแบบมีหลายขั้วอำนาจเพิ่มมากขึ้น โดยที่ทั้งพวกมหาอำนาจที่กำลังปรากฏตัวขึ้นมาใหม่, พวกตัวแสดงระดับภูมิภาค, และกลุ่มพันธมิตรทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ๆ จะกลายเป็นผู้มีบทบาทปรับโฉมการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
เหตุการณ์ต่างๆ ของปี 2026 นี้ ในที่สุดแล้วจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นหรือไม่ว่า ช่วงเวลาขณะนี้แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งของประวัติศาสตร์? ในขณะนี้เรื่องดังกล่าวนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน แต่กระนั้นประวัติศาสตร์ก็คอยบ่งชี้ให้เห็นว่าเมื่อเกิดชั่วขณะแห่งการกระทำอย่างเกินเลยความสามารถทางยุทธศาสตร์ขึ้นมา มันก็อาจไปเร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ สำหรับสหรัฐฯแล้ว การท้าทายจะอยู่ตรงที่ว่า พวกเขาสามารถที่จะปรับปรุงยกระดับความเป็นผู้นำของพวกเขาให้สอดคล้องเข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็มีความเสี่ยงที่เราจะกำลังได้เห็นเจ้าระบบที่พวกเขาครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้สร้างขึ้นมา กลับประสบความเสื่อมทรุดลงอย่างช้าๆ และกระทั่งล่วงลับไปในท้ายที่สุด
คาชิฟ ฮะซัน ข่าน เป็นคณบดีของบัณฑิตวิทยาลัย และหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติพารากอน (Paragon International University) ในกรุงพนมเปญ, กัมพูชา เขายังเป็นสมาชิกอยู่ในคณะบรรณาธิการของวารสาร เจอร์นัล ออฟ อีโคโนมิก โมเดลลิ่ง (Journal of Economic Modelling ) ซึ่งติดอันดับวารสารทางวิชาการระดับ สโคปุส คิว3 (Scopus Q3) รวมทั้งเป็นบรรณาธิการผู้ช่วยของวารสาร ครอสโรดส์ ออฟ โซเชียล อินไควรี (Crossroads of Social Inquiry ) ณ มหาวิทยาลัยอาบูดาบี (Abu Dhabi University), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เชิงอรรถ
[1] https://history.state.gov/milestones/1953-1960/suez
[2] https://polsci.institute/india-foreign-policy/wars-conflicts-west-asia-geostrategic-implications/
[3] https://www.investopedia.com/terms/p/petrodollars.asp
[4] https://www.bbc.com/news/articles/cvg1vd95nl9o


