xs
xsm
sm
md
lg

หน้ามืดไม่กลัวหมดตัวแล้ว!? ทรัมป์เสี่ยงเพิ่มเดิมพัน ส่งเรือยกพลขึ้นบก-นาวิกโยธินเข้าตอ.กลาง ตั้งท่าบุกอิหร่านภาคพื้นดิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สตีเฟน เพรเกอร์


ทหารเหล่านาวิกโยธินสังกัด หน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการตอบโต้เร็วที่ 31 ขึ้นเครื่องบินปีกหมุนใบพัดเอียง (tiltrotor aircraft) เอ็มวี-22 ออสเปรย์ (MV-22 Osprey) ลำหนึ่ง ของเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส ตริโปลี เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2022 (ภาพนี้ถ่ายและเผยแพร่โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ)
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/us-dispatched-marines-to-mideast-feeding-iran-invasion-warnings/)

US dispatched Marines to Mideast, feeding Iran invasion warnings
by Stephen Prager
14/03/2026

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล และสำนักข่าวเอพี เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก “ยูเอสเอส ตริโปลี” ซึ่งตั้งฐานอยู่ในญี่ปุ่น พร้อมด้วยทหารเหล่านาวิกโยธินประจำเรือหลายพันนาย กำลังออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว

มีรายงานข่าวที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาว่า รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ได้อนุมัติคำขอของกองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (US Central Command หรือ US CENTCOM มีหน้าที่ดูแลครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง) สำหรับการปฏิบัติการซึ่งสื่อต่างๆ บรรยายว่าเป็น “การยกระดับเพิ่มขยาย” สงครามกับอิหร่านของคณะบริหารทรัมป์ นั่นคือ การเคลื่อนย้ายเรือรบอีกหลายลำ และกองทหารเหล่านาวิกโยธินหลายพันนายเข้ามายังตะวันออกกลาง ภายหลังจากที่อิหร่านได้ปฏิบัติการโจมตีเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

สื่อ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรวม 3 รายเปิดเผยว่า สหรัฐฯกำลังส่ง “หน่วยย่อยของหมู่เรือเตรียมพร้อมยกพลขึ้นบก (an element of an amphibious ready group) และหน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการตอบโต้เร็วประจำหมู่เรือ (attached Marine expeditionary unit) ซึ่งปกติแล้วประกอบด้วยเรือรบหลายลำและทหารนาวิกโยธินบวกด้วยทหารประจำเรือรวมแล้วประมาณ 5,000 นาย” ออกมา โดยที่ตามข่าวชิ้นนี้ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เรือยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli เป็นเรือโจมตียกพลขึ้นบก amphibious assault ship) ซึ่งปกติตั้งฐานอยู่ในญี่ปุ่น พร้อมด้วยทหารนาวิกโยธินประจำเรือ กำลังมุ่งหน้าเดินทางไปยังตะวันออกกลางแล้ว

ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลไม่ได้รายงานอย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องผูกพันกับสถานการณ์ที่กำลังแปรปรวนในช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ แต่ก็ชี้เอาไว้ว่า “ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การโจมตีของอิหร่านในบริเวณช่องแคบดังกล่าวนี้กำลังทำให้การสัญจรผ่านเส้นทางน้ำสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้กลายเป็นอัมพาต, กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุดติดขัด, กำลังขับดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง, และกำลังกลายเป็นการท้าทายทางทหารและทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์”

ทางด้านสำนักข่าวแอสโซซิเอเต็ด เพรส (Associated Press หรือ AP สำนักข่าวเอพี) ก็รายงานเช่นกันว่ามีนาวิกโธยินราว 2,500 นายได้ถูกจัดส่งออกมาแล้ว

ส่วนทางฝ่ายอิหร่าน ในคำปราศรัยครั้งแรกสุดของเขาเมื่อวันพฤหัสบีด (12 มี.ค.) ซึ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและอ่านโดยผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน โมจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ กล่าวว่า “กลไกสำหรับปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ต้องถูกนำมาใช้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว” เพื่อเพิ่มพูนแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) ของอิหร่าน ได้ประกาศไปแล้วว่า จะไม่ยอมให้ “น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว” ผ่านช่องแคบแห่งนี้ไปได้ พร้อมกับบอกว่าจะโจมตีเรือใดๆ ก็ตามที่โยงใยกับสหรัฐฯและอิสราเอล ที่พยายามจะใช้เส้นทางนี้

มีรายงานว่า อิหร่านได้โจมตีเรือพาณิชย์ต่างๆ อย่างน้อย 6 ลำในพื้นที่แถบนี้นับตั้งแต่วันพุธ (11 มี.ค.) เป็นต้นมา รวมทั้งลำหนึ่งที่ติดธงไทยซึ่งยังคงมีลูกเรือหายไป 3 คน พวกแหล่งข่าววงการข่าวกรองสหรัฐฯหลายรายก็กำลังกล่าวหาอิหร่านด้วยว่ากำลังวางทุ่นระเบิดในอ่าวฮอร์มุซ ซึ่งฝ่ายอิหร่านยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธเรื่องนี้

การปิดกั้นช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกต้องแล่นผ่านในแต่ละปีนั้น กำลังทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนวุ่นวาย ราคาของน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ ได้พุ่งพรวดจากบาร์เรลละไม่ถึง 70 ดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 1 เดือนก่อน ขึ้นไปอยู่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ ส่วนราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯก็กระโจนไปอยู่ที่แกลลอนละ 3.63 ดอลลาร์โดยเฉลี่ย จากระดับ 2.94 ดอลลาร์เมื่อ 1 เดือนก่อน

ราคายังคงไต่สูงต่อไปแม้กระทั่งหลังจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA หน่วยงานดูแลเรื่องนโยบายพลังงาน ในเครือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่เป็นการรวมกลุ่มของพวกประเทศร่ำรวยของโลก) ได้ประกาศเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) เรื่องการร่วมมือประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมา เพื่อปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของชาติต่างๆ ในการต่อสู้กับสิ่งที่องค์การแห่งนี้เรียกว่า “การสะดุดติดขัดของซัปพลายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก”

ซาแชงค์ โจชิ (Shashank Joshi) บรรณาธิการด้านข่าวทหาร ของนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) และเป็นนักวิจัยอาคันตุกะ (visiting fellow) อยู่ที่โครงการ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯศึกษา (Department of War Studies) ณ มหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) ให้ความเห็นว่า การจัดส่งกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯขนาดใหญ่เช่นนี้ ดูน่าจะเป็น “เครื่องบ่งชื้สำคัญประการหนึ่งของการปฏิบัติการภาคพื้นดินที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นมา” ในอิหร่าน

ตัวทรัมป์เองนั้นเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ว่า เขายัง “ไม่ได้อยู่ใกล้เคียง” กับการจัดส่งทหารเข้าไปในอิหร่านเลย ถึงแม้เตหะรานได้เพิ่มการข่มขู่คุกคามที่จะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซก็ตามที อย่างไรก็ดีในทางภายในแล้วมีรายงานว่าเขากำลังพิจารณาแผนการต่างๆ ที่จะ “ส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน” เข้าไปในดินแดนของอิหร่านเพื่อกระทำภารกิจให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่างๆ จำนวนหนึ่ง ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่พูดถึงการให้กำลังทหารเช่นนี้ว่า เป็นเพียงภารกิจเพื่อการปฏิบัติการในขอบเขตเฉพาะเจาะจงอย่างจำกัด

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวของเว็บไซต์ข่าว แอคซิออส (Axios) ที่ระบุว่าพวกเจ้าหน้าที่คณะบริหารทรัมป์ เสนอแนะให้จัดส่งหน่วยคอมมานโดจู่โจมบุกเข้าไปยังพวกสถานที่ทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อยึดหรือสร้างความเสียหายให้แก่พวกซัปพลายยูเรเนียม โดยเฉพาะส่วนที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้ว เวลาเดียวกัน ก็มีสื่ออื่นรายงานอ้างอิงกันว่าพวกเจ้าหน้าที่คณะบริหารทรัมป์ยังกำลังพิจารณาแผนการในการบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของอิหร่านราว 15 ไมล์ (ประมาณ 24 กิโลเมตร) และเป็นสถานที่จัดการดูแลการส่งออกน้ำมันถึงราว 90% ของอิหร่าน จึงเป็นเสมือน “เส้นชีวิต” ทางเศรษฐกิจสำคัญยิ่งของชาติที่ถูกทุบตีเล่นงานมานานปีแห่งนี้

ทว่าทรัมป์ก็พูดเช่นกันว่า ถ้าอิหร่านปิดกั้นฮอร์มุซ “กองทัพเรือสหรัฐฯและพวกหุ้นส่วนของตนก็จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้ ถ้าหากมีความจำเป็น” ขณะที่ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม พลเอก แดน เคน (Gen. Dan Caine) พูดรับสนองนโยบายว่า เพนตากอนกำลังมอง “ทางเลือกต่างๆ “ สำหรับการทำเรื่องนี้

ในบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) โดย เซเตโอ, แฮร์ริสัน แมนน์ (Zeteo, Harrison Mann) อดีตนายทหารยศพันตรีแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นประธานบริหารของ มิดเดิลอีสต์/แอฟริกา รีเจียนนัล เซนเตอร์ (Middle East/Africa Regional Center) กิจการสำนักงานข่าวกรองกลาโหม ได้เสนอแนะว่า สหรัฐฯอาจจะต้องดำเนินแผนการที่ทะเยอทะยานมาก ในการ “กวาดล้างพื้นที่ชายฝั่งอิหร่านรอบๆ ช่องแคบฮอร์มุซ” จึงจะสามารถทำให้พวกเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านได้อีกครั้งหนึ่ง

แมนน์ ซึ่งเคยทำงานภายใต้คณะบริหารประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่ได้ลาออกเพื่อแสดงการประท้วงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการที่คณะบริหารดังกล่าวสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดินแดนกาซา ระบุว่า การทำตามแผนการอย่างที่เขาพูดถึงนี้ จำเป็นที่จะต้องมี “การยึดครองอย่างไม่มีกำหนด –ไม่เช่นนั้นแล้วพวกรถบรรทุกขีปนาวุธของอิหร่านก็จะสามารถวิ่งเข้าประจำตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย หลังจากกองกำลังสหรัฐฯถอนตัวจากไป” ในการเข้ายึดครองนี้ เขากล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯจะต้อง “ทำการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ เป็นไปได้ว่าอาจต้องใช้กองกำลังตอบโต้เร็วที่บอกกันว่าทรัมป์กำลังจัดส่งมา ในจำนวนมากกว่า 10,000 นายด้วยซ้ำ”

“การปฏิบัติการภาคพื้นดินทั้งหมดเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ขณะเดียวกันก็อาจจะล้มเหลวไม่สามารถบรรลุภารกิจต่างๆ ของพวกเขาได้” แมนน์ บอก “อย่างที่พวกโปรแกรมเมอร์ชอบพูดกันว่า สิ่งที่มองดูเหมือนกับเป็นความผิดพลาดนั้น แท้ที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เป็นอย่างนั้นเอง (That’s a feature, not a bug) แม้กระทั่งในกรณีที่การปฏิบัติการเหล่านี้ มีสักอย่างหนึ่งสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ กองทหารที่กำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องประจำอยู่ตรงข้างหลังแนวรบของข้าศึกแบบนี้ ก็ยังคงเรียกร้องต้องการให้คอยจัดส่งยุทธสัมภาระไปให้เป็นระยะ, แล้วยังมีเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายกำลงพล, ตลอดจนการปฏิบัติการแก้แค้นเอาคืน ซึ่งทำให้ต้องมีทหารที่ตกอยู่ในอันตราย ณ บริเวณด้านหลังแนวรบข้าศึกเพิ่มมากขึ้นไปอีก วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ”

การเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้นคราวนี้ ยังเกิดขึ้นขณะที่สาธารณชนสหรัฐฯแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างแรงกล้ากับสงครามของทรัมป์ที่ทำกับอิหร่าน ในโพลของมหาวิทยาลัยควินนิเพียค (Quinnipiac poll) ซึ่งนำออกเผยแพร่สัปดาห์นี้ 53%ของผู้ไปจดทะเบียนว่าจะใช้สิทธิเลือกตั้ง ตอบแบบสอบถามว่าพวกเขาคัดค้านการที่สหรัฐฯใช้การปฏิบัติการทางทหารเล่นงานอิหร่าน โดยที่มีเพียง 40% บอกว่าเห็นด้วยกับการปฏิบัติการนี้

ประมาณ 74% ตอบว่าพวกเขาหวั่นกลัวว่าสงครามครั้งนี้จะเป็นสาเหตุทำให้ราคาน้ำมันและแก๊สขึ้นสูง และ 71%กลัวว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อนานเป็น “เดือนๆ” หรือนานกว่านั้นอีก

อดีตหัวหน้านักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ นั่นคือ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรในวงการสื่อมวลชนคนสำคัญที่สุดของเขา กล่าวเอาไว้ในพอดแคสต์ “วอร์รูม” (War Room) ของเขาว่า การจัดส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เช่นนี้ คือ “การส่งสัญญาณไปถึงอิหร่าน แต่มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชนชาวอเมริกันด้วย ว่า นี่คือการบานปลายขยายตัวครั้งใหญ่”

แมนน์ บอกว่าการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน มีแต่จะทำให้ “แน่ใจว่าทรัมป์จะไม่สามารถกลับลำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ [นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน] เนทันยาฮู, [วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ] ลินด์ซีย์ แกรแฮม (Lindsey Graham) (สังกัดพรรครีพับลิกัน จากรัฐเซาท์แคโรไลนา) ตลอดจนพวกคนประเภทเดียวกัน เรียกร้องต้องการ โดยอ้างว่ามันจะทำให้อิหร่านเกิดการแตกร้าว

“การนำสงครามครั้งนี้ไปให้ถึงจุดจบ” แมนน์ บอก “ เรียกร้องให้ต้องยอมรับความจริงที่ว่ามันยังคงสามารถที่จะเลวร้ายย่ำแย่ลงไปอีกอย่างมากๆ, ต้องปฏิเสธไม่ยอมหลุดลงไปในหลุมแห่งคำมั่นสัญญาว่ามันจะเป็น ‘การบุกโจมตีด้วยหน่วยปฏิบัติการพิเศษขนาดเล็กๆ’ เท่านั้น, และจะต้องเรียกขานการปฏิบัติการเหล่านี้ตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น นั่นคือ การโหมโรงไปสู่สงครามที่จะต้องสู้รบกันไปอีกยาวนาน”

ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/news/5000-marines-warships-iran)