คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์จะถูกระบายออกมา "ในทันที"ในเอเชียและโอเชียเนีย ส่วนอเมริกาและยุโรป จะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ตามการเปิดเผยของทบวงพลังงานสากล(ไออีเอ)ในวันอาทิตย์(15มี.ค.)
บรรดาสมาชิกของไออีเอ เห็นพ้องกันในวันที่ 11 มีนาคม ในการระบายคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ เพื่อจัดการกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน อันเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ถือเป็นความเคลื่อนใหวลักษณะนี้ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"รัฐสมาชิกแต่ละประเทศจะดำเนินการตามแผนที่แต่ละชาติยื่นต่อไออีเอ แผนเหล่านี้บ่งชี้ว่าสต๊อกน้ำมันดิบจะพร้อมปล่อยออกมาในทันที โดยบรรดาประเทศสมาชิกของไออีเอในเอเชียโอเชียเนีย" ไออีเอระบุ "ส่วนคลังสำรองจากประเทศมาชิกไออีเอในทวีปอเมริกาและยุโรป จะพร้อมเริ่มปล่อยออกมาในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม" ถ้อยแถลงระบุ
ไออีเอ บอกว่าคลังน้ำมันสำรองที่บริหารจัดการโดยรัฐบาล รวมแล้วจะถูกระบายออกมาทั่วโลก 271.7 ล้านบาร์เรล "สงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อความปั่นป่วนทางอุปทานครัเงใหญ่ในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก"
ทบวงพลังงานสากล เรียกร้องให้ระบายคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ถือเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ขององค์การพลังงานโลกแห่งนี้ และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 โดยที่ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นมาตรการรองรับแรงกระแทกที่สำคัญและได้รับการขานรับด้วยความยินดี
อย่างไรก็ตามถ้อยแถลงนี้ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมัน ซึ่งแกว่งตัวอยู่ราวๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 และเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนสงครามเริ่มต้นขึ้น "ปัจจัยสำคัญที่สุดในรับประกันการกลับมาของความมีเสถียรภาพในกระแสพลังงาน คือการกลับสู่ภาวะปกติของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ"
อิหร่าน แทบปิดตายช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมของสหรัฐฯและอิสราเอล เล็งเป้าเล่นงานเป้าหมายต่างๆในอิหร่าน "กลไกการประกันภัยที่เพียงพอและการคุ้มกันทางกายภาพต่อการขนส่ง คือปัจจัยสำคัญของการคืนกลับมาของกระแสพลังงาน" ไออีเอระบุ
(ที่มา:เอเอฟพี)


