xs
xsm
sm
md
lg

แล้วใครลากสงครามมา!เศรษฐียูเออีจวกยับส.ว.สหรัฐฯ ช่างกล้ายุชาติอาหรับร่วมทำศึกจัดการอิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คาลาฟ อัล ฮับตูร์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิพากษ์วิจารณ์ ลินซีย์ เกรแฮม ส.ว.อเมริกาอย่างดุเดือด หลังสมาชิกสภาคองเกรสรายนี้ เรียกร้องให้บรรดาชาติต่างๆในอ่าวอาหรับ เข้าร่วมปฏิบัติการทหารจัดการอิหร่าน เคียงข้างสหรัฐฯและอิสราเอล

ในข้อความที่โพสต์ยาวเหยียดบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ทาง อัล ฮับตูร์ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของชาติอ่าวอาหรับใดๆในความขัดแย้ง พร้อมชี้ว่าภูมิภาคแห่งนี้ต้องชดใช้ราคาแพงไปแล้ว ต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯและอิสราเอล ที่ปราศจากการหารือกับเหล่าประเทศอาหรับเสียก่อน

ก่อนหน้านี้ เกรแฮม แสดงความคิดเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ตามหลังปิดการประชุมสภาคองเกรส เรียกร้องบรรดาชาติอ่าวอาหรับ ให้มีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารจัดการกับอิหร่าน เขาอ้างว่าการโจมตีของอิหร่านเล่นงานประเทศต่างๆอย่างเช่น คูเวต, กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ควรกระตุ้นให้บรรดาพันธมิตรอาหรับของวอชิงตัน แสดงบทบาทแข็งกร้าวยิ่งขึ้นในการเผชิญหน้ากับเตหะราน

วุฒิสมาชิกรายนี้ยังบอกด้วยว่า สหรัฐฯ "จะไม่สู้รบเพียงลำพังในตะวันออกกลาง" เน้นว่าการขายอาวุธให้แก่บรรดาชาติต่างๆในแถบอ่าวอาหรับ เป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมทางยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม

อัล ฮับตูร์ ตอบโต้ความเห็นดังกล่าว ด้วยการส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด ในสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นแรงกดดันจากต่างชาติ ที่พายามถาโถมบีบให้ชาติต่างๆในภูมิภาคเข้าร่วมความขัดแย้ง

"เรารู้ดีอย่างชัดแจ้ง ว่าทำไมเราถึงถูกโจมตี และเรารู้ดีว่าใครเป็นลากทั้งภูมิภาคเข้าสู่สถานการณ์ที่ลุกลามอันตราย โดยปราศจากปรึกษาพันธมิตรเสียก่อน" เขาเขียน พร้อมระบุว่าเหล่าชาติอาหรับไม่ต้องการการปกป้องจากภายนอก และเตือนเกี่ยวกับชีวิตผู้คนที่ต้องสูญเสียในภูมิภาค หากสงครามขยายวงกว้างมากขึ้น

"ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าชีวิตของลูกหลานของเรา และไม่มีพันธมิตรไหนที่มีค่าพอที่จะเอาชีวิตของพวกเขาไปเสี่ยง" เเขากล่าว "เราไม่ต้องการการปกป้องของพวกคุณ ทั้งหมดที่เราต้องการจากคุณก็คือ อย่ามายุ่งกับเรา"

อัล ฮับตูร์ ยังกล่าวหา เกรแฮม ว่าให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของอิสราเอลอยู่เหนือผลประโยชน์ของประชาชนชาวสหรัฐฯ และเน้นย้ำว่าประเทศต่างๆในภูมิภาคแสวงหาสันติภาพและเสถียรภาพ รวมถึงอยากเห็นทางออกด้านการทูต มากกว่าสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายด้านการทหาร

(ที่มา:มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์)