สงครามอิหร่านส่งให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยาน จนแตะระดับเฉียดๆ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ (9 มี.ค.) หลังจากเตหะรานท้าทายการข่มขู่ของทรัมป์และรัฐยิว โดยยืนยันแต่งตั้ง โมจตาบา คอเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ พร้อมรัวขีปนาวุธถล่มอิสราเอลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านหนักหน่วง ตอกย้ำแนวโน้มที่การสู้รบขัดแย้งในตะวันออกกลางคราวนี้จะไม่จบลงง่ายๆ
ขณะที่อิหร่านต้อนรับ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คอเมเนอี ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี บิดาของเขาซึ่งเสียชีวิตจากการถล่มโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ตั้งแต่วันแรกของสงครามคราวนี้ซึ่งเวลานี้ผ่านเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว ซาอุดีอาระเบียก็ต้องต่อสู้กับโดรนของฝ่ายอิหร่านที่พุ่งเป้าโจมตีบ่อน้ำมัน และบริษัทพลังงานแห่งชาติบาห์เรนเตือนว่า อาจไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามสัญญาหลังโดนยิงด้วยขีปนาวุธ ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และคูเวต ก็รายงานเช่นกันว่าถูกโจมตีครั้งใหม่
ขณะเดียวกันบรรดา รัฐมนตรีคลังของกลุ่มจี7 มีกำหนดประชุมกันตอนเย็นวันจันทร์เกี่ยวกับวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งแหล่งข่าวในรัฐบาลฝรั่งเศสแย้มว่า อาจมีการหารือเกี่ยวกับการนำน้ำมันในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้เพื่อคลายความกดดันด้านราคาพลังงานและปกป้องเศรษฐกิจโลก
วิกฤตสงครามรุนแรง ส่งผลให้ในแถบเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปิดลดลงกว่า 5% ในวันจันทร์ และผู้ใช้รถในฟิลิปปินส์เข้าคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด ส่วนเวียดนามเตรียมยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรจากเชื้อเพลิงนำเข้า
เมื่อถึงช่วงที่ตลาดแถบยุโรปเปิดทำการ ดัชนีราคาหุ้นก็เปิดตัวโดยดิ่งแรงเช่นกัน ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมนดิบเบรนต์ (สัญญา LCOc1) ขึ้นไป 8.77 ดอลลาร์ หรือ 9.46% อยู่ที่ 101.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 1339 น.ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (ตรงกับ 20.39 น.เวลาเมืองไทย) ส่วนสัญญาล่วงหน้าของน้ำมันเวสต์เทกซัสอินเตอร์มิเดียต (CLc1) ขึ้นไป 7.92 ดอลลาร์ หรือ 8.71% อยู่ที่ 98.82 ดอลลาร์
ก่อนหน้านั้น ในช่วงตลาดยุโรปเปิดใหม่ๆ มีอยู่ระยะหนึ่งเบรนต์ไต่ไปถึง 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการพุ่งแรงที่สุดในรอบหนึ่งวันเท่าที่เคยมีมา ส่วน เวสต์เทกซัสอินเตอร์มิเดียตขึ้นแตะ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เบรนต์กระโจนพรวดไปถึง 66% ส่วนเวสต์เทกซัสอินเตอร์มิเดียต 77% แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับราคาในตอนปิดทำการซื้อขายครั้งหลังสุดก่อนที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
กร้าวกว่าเดิม
สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า สภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสถาบันนักการศาสนาระดับสูงของเตหะราน ตัดสินใจเลือกโมจตาบา คอเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่โดยไม่ลังเล แม้เผชิญการรุกรานป่าเถื่อนจากอเมริกาและอิสราเอลก็ตาม
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาประกาศสนับสนุนโมจตาบาอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน องค์การบาดร์ในอิรัก และกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรและตัวแทนของเตหะรานอีกหลายกลุ่ม
โมจตาบา ซึ่งถือเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่าน ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่แทนอยาตอลลาห์ อาลี คอเมเนอี ผู้เป็นพ่อที่เป็นผู้นำอิหร่านมาเกือบ 4 ทศวรรษ และถูกสังหารระหว่างการโจมตีระลอกแรกของอเมริกาและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.นั้น ถูกมองว่า มีความก้าวร้าวมากกว่าผู้เป็นพ่อ
นับจากนี้โมจตาบาจะเป็นผู้ควบคุมกองกำลังทั้งหมดของอิหร่าน รวมทั้งการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
แม้ที่ตั้งด้านนิวเคลียร์สำคัญของอิหร่านเสียหายหนักจากการบอมบ์ของอเมริกาในช่วงสงคราม 12 วันกลางปีที่แล้ว แต่เชื่อกันว่าอิหร่านยังมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงใกล้ระดับที่สามารถพัฒนาเป็นอาวุธได้ และโมจตาบาอาจเลือกทำในสิ่งที่พ่อของเขาไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ การสร้างระเบิดนิวเคลียร์
อาลี ลาริจานี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับท็อปของอิหร่าน ยกย่องสภาผู้เชี่ยวชาญที่กล้าหาญจัดประชุมทั้งที่อเมริกาและอิสราเอลโจมตีเตหะรานอย่างหนักหน่วง และเสริมว่า โมจตาบาได้รับการฝึกจากพ่อมาเป็นอย่างดีและ “สามารถจัดการสถานการณ์นี้ได้”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้บอกว่า โมจตาบาเป็นตัวเลือกที่เขายอมรับไม่ได้ ย้ำอีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์เอบีซี นิวส์เมื่อวันอาทิตย์ (8 ) ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งว่า ถ้าอเมริกาไม่อนุมัติ โมจตาบาก็หมดหวังที่จะอยู่ได้ยาวๆ
ด้านอิสราเอลก็ออกมาขู่ในลักษณะเดียวกัน แต่ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันจันทร์ว่า ปักกิ่งคัดค้านการพุ่งเป้าทำลายผู้นำชาติอื่น และย้ำว่า อธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านควรได้รับการเคารพ
ทรัมป์บอกราคาน้ำมันขึ้นเล็กๆ น้อยๆ
ทรัมป์ยังแสดงท่าทีไม่ยี่หระกับราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งทะยานติดจรวด ทั้งที่เป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองในอเมริกา โดยบอกว่า ราคาน้ำมันแค่แพงขึ้นช่วงสั้นๆ และจะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากอเมริกาทำลายภัยคุกคามจากนิวเคลียร์อิหร่านสำเร็จ ดังนั้น จึงถือเป็นราคาเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องจ่ายให้แก่อเมริกา โลก ความปลอดภัย และสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง อเมริกาก็กำลังส่งสัญญาณยอมรับว่า สงครามอาจไม่จบลงง่ายๆ เร็วๆ นี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉิน เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯเปิดเผยว่า มีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย โดยเป็นทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 1 มี.ค. รวมแล้วอเมริกาเสียทหารในสงครามครั้งนี้แล้ว 7 นาย
ทางด้านกองทัพอิสราเอลแถลงในวันอาทิตย์ว่า ทหารเสียชีวิต 2 นายในปฏิบัติการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน นอกจากนั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านยังทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คนในรัฐยิว
ส่วนอิหร่านมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,332 คน และบาดเจ็บอีกหลายพันคน ทั้งนี้ จากข้อมูลของเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ
ขณะที่ผู้คนมากมายต่างสงสัยข้องใจว่า สงครามครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไรและจะลากยาวแค่ไหน ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ ไทมส์ ออฟ อิสราเอล โดยกล่าวยอมรับว่า การตัดสินใจยุติปฏิบัติการนี้ ต้องใรการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล
ประเทศริมอ่าวอาหรับเดือด
ซาอุดีอาระเบียโกรธจัดหลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ และเตือนว่า เตหะรานจะเป็น “ผู้สูญเสียมากที่สุด” หากยังคงโจมตีบรรดาชาติอาหรับ
กระทรวงการต่างประเทศริยาดระบุว่า การโจมตีของอิหร่านทำให้สถานการณ์ลุกลามต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ด้านยูเออีก็ระบุว่า นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว เมืองหลวงของตนคือ อาบูดาบี ยังถูกขีปนาวุธอิหร่านโจมตี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คนจากเศษกระสุนจากการยิงสกัดขีปนาวุธ
นอกจากนี้แล้ว มีรายงานว่าอิหร่านยังโจมตีเขตที่อยู่อาศัยในบาห์เรน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 32 คน รวมทั้งโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
บาห์เรนกล่าวหาด้วยว่า อิหร่านโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลแห่งหนึ่งเสียหาย จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตใหม่ในประเทศทะเลทรายในภูมิภาคนี้ เนื่องจากโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลจัดหาน้ำให้แก่ประชาชนนับล้านในตะวันออกกลางและนักเดินทางที่ติดค้างนับพันคน
วันจันทร์ บริษัทน้ำมันของรัฐบาลบาห์เรนประกาศเหตุสุดวิสัยที่อาจทำให้ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันแก่ประเทศต่างๆ ได้ตามสัญญา แต่ยืนยันว่า มีน้ำมันเพียงพอรองรับความต้องการภายในประเทศ
(ที่มา: เอเอฟพี/เอพี/รอยเตอร์)


