xs
xsm
sm
md
lg

ปักกิ่งยืนยันการเจรจากับสหรัฐฯมีความสำคัญมาก แม้เวลานี้‘ทรัมป์’ถล่ม‘อิหร่าน’พันธมิตรสำคัญของจีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน (กลาง) แถลงข่าวว่าด้วยนโยบายการต่างประเทศของจีน ข้างเคียงการประชุมเต็มคณะสมัยที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (รัฐสภา) จีน ชุดที่ 14 ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.)
การสนทนากันของสหรัฐฯกับจีน มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการป้องกันไม่ให้เกิดการคำนวณผิดพลาดที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ทั่วโลก รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน กล่าวในวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) แต่ขณะเดียวกัน เขาก็กล่าวประณามสงครามในตะวันออกกลางเวลานี้ ที่จุดชนวนขึ้นจากการที่สหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มโจมตีอิหร่าน

“ความล้มเหลวไม่สามารถมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง 2 ชาตินี้ จะมีแต่นำไปสู่ความเข้าใจผิดและการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด เป็นการยกระดับบานปลายไปสู่การเผชิญหน้ากันและการทำให้เกิดอันตรายขึ้นแก่โลก” หวัง กล่าวเช่นนี้ต่อที่ประชุมแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้นข้างเคียงการประชุมเต็มคณะของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (รัฐสภา) ของจีน ที่ปกติจัดขึ้นปีละครั้ง และเวลานี้ก็กำลังดำเนินอยู่

จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เวลานี้มุ่งโฟกัสอยู่ที่สงครามที่เขากับอิสราเอลเปิดฉากเล่นงานอิหร่าน พวกนักวิเคราะห์จึงกำลังเฝ้าจับตามองสัญญาณว่า กำหนดนัดหมายที่เขาจะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 31 เดือนนี้ และเจรจาซัมมิตกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ตามการแถลงข่าวออกมาแล้วของฝ่ายสหรัฐฯนั้น ยังจะเป็นไปตามกำหนดเดิมหรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับฝ่ายจีนนั้นยังไม่เคยประกาศข่าวการประชุมซัมมิตที่เมืองหลวงของจีนนี้ ซึ่งก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องประหลาดอะไรนัก เพราะที่ผ่านมามีอยู่หลายครั้งที่ปักกิ่งจะแถลงข่าวเรื่องเช่นนี้ขณะที่จะถึงวันหารือกันแล้ว

ถึงแม้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ต้องเจอบททดสอบหนักหน่วงจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ แต่ประมุขสหรัฐฯผู้นี้ก็ยังคงพูดอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่” ที่เขามีอยู่กับ สี และได้พูดจาทางโทรศัพท์กับผู้นำจีนแล้ว 2 ครั้ง ภายหลังพบปะเจรจาแบบเจอตัวกันที่เกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนพูดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ว่า “เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจที่ได้เห็นประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศชี้นำด้วยการแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการธำรงรักษาการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระดับสูงสุดเอาไว้” และพูดต่อไปว่า “ผู้นำทั้งสองได้ให้การปกป้องทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯสามารถที่จะปรับปรุงกระเตื้องดียิ่งขึ้นและก้าวต่อไปข้างหน้า และผู้นำทั้งสองได้นำพาความสัมพันธ์ของพวกเขากลับคืนมาสู่ความราบรื่นอีกครั้งภายหลังเกิดการขึ้นๆ ลงๆ แล้ว”

เอ็นบีซีนิวส์ สื่อเครือข่ายทีวีชื่อดังของสหรัฐฯ รายงานว่า ทรัมป์ กับ สี อาจจะพบปะหารือกันถึง 4 ครั้งในปีนี้ เริ่มต้นด้วยทริปที่ทรัมป์เดินทางไปจีนเป็นเวลา 3 วันเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม

จากนั้น คาดหมายกันว่า สี จะตอบแทนด้วยทริปการไปเยือนสหรัฐฯ นอกจากนั้นเขายังอาจเข้าร่วมการประชุมซัมมิตกลุ่ม จี20 ในไมอามีในเดือนธันวาคม โดยก่อนหน้านั้นในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์อาจเข้าร่วมการประชุมซัมมิตกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น

หวัง กล่าวในวันอาทิตย์ว่า ปี 2026 เป็น “ปีที่ใหญ่โต” สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

“วาระสำหรับการพูดจาแลกเปลี่ยนกันในระดับสูง (ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ) วางแบอยู่บนโต๊ะแล้ว” หวัง บอก “สิ่งที่เรียกร้องต้องการก็คือทั้งสองฝ่ายต้องมีการเตรียมตัวกันอย่างถี่ถ้วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมอันเหมาะสม บริหารจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ ที่ยังดำรงอยู่และขจัดสิ่งรบกวนขัดจังหวะที่ไม่จำเป็นทั้งหลาย”

จีนไม่เอาด้วยไอเดีย ‘จี2’ -วอชิงตันกับปักกิ่งจับมือกันครองโลก

เอ็นบีซีนิวส์ชี้ว่า แนวความคิดเรื่อง “จี2” ที่ประกอบด้วยสหรัฐฯกับจีน ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 2005 โดย ซี. เฟรด เบิร์กสเทน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการติดต่อสื่อสารกันระหว่าง 2 ประเทศเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก ถึงแม้ในตอนแรกๆ ไอเดียนี้ได้รับการยอมรับจากพวกผู้วางนโยบายสหรัฐฯบางราย ทว่าได้เสื่อความนิยมไปในวอชิงตันท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมทั้งในระหว่างวาระแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีที่แล้ว ตัวทรัมป์ก็ใช้วลี “จี2” ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่ออ้างอิงการพบหารือระหว่างเขากับ สี ที่เกาหลีใต้ โดยไม่ได้บอกว่าระเบียบโลก “จี2” นี้จะทำงานกันอย่างไรในทางปฏิบัติ

เอ็นบีซีนิวส์บอกว่า สำหรับจีนแล้ว การที่ ทรัมป์ ใช้คำว่า “จี2” อย่างตามใจชอบเช่นนี้ หมายถึงการยอมรับอำนาจที่กำลังเติบโตขึ้นมาของแดนมังกร เป็นการบ่งชี้ว่าสหรัฐฯกับจีนคือ ผู้ที่อยู่ในรุ่นเดียวกันในระดับโลก และควรที่จะพูดจาอย่างเท่าเทียมกันในกิจการระหว่างประเทศทั้งหลาย ทว่าสำหรับพวกพันธมิตรของสหรัฐฯแล้ว มันก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาว่า วอชิงตันกับปักกิ่งอาจตัดพวกเขาออกไปจากการตัดสินใจสำคัญ และทำข้อตกลงกันเองซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขา

ระหว่างการแถลงข่าวในวันอาทิตย์ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ดูมุ่งหาทางขจัดความหวาดกลัวดังกล่าว

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จีนกับสหรัฐฯมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อโลก แต่เราไม่ควรลืมว่าบนดาวเคราะห์โลกของเรานี้มีประเทศต่างๆ มากกว่า 190 ประเทศ” เขากล่าวในการตอบคำถามซึ่งผู้สื่อข่าวเอ็นบีซีนิวส์ถามขึ้นมา “ประวัติศาสตร์โลกถูกเขียนขึ้นโดยประเทศจำนวนมากเสมอ และอนาคตของมนุษยชาติก็จะหล่อหลอมขึ้นโดยผ่านความพยายามรวมหมู่กันของทุกๆ ชาติ”

เอ็นบีซีนิวส์แสดงความเห็นว่า แนวความคิดเรื่อง “จี2” ถือเป็นสิ่งยากลำบากสำหรับจีนที่จะประกาศยอมรับ เนื่องจากแดนมังกรยึดโยงการทูตของตนอย่างมากมายทีเดียวเอาไว้กับกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) โดยเฉพาะในการคัดค้านไอเดียที่ว่าพวกมหาอำนาจใหญ่ๆ ควบบงการควบคุมบรรดาประเทศที่เล็กกว่า นอกจากนั้น เอ็นบีซีนิวส์บอกว่า จีนยังลังเลใจที่จะเข้ารับผิดชอบมากขึ้นในการอภิบาลโลก ถ้าหากมันหมายถึงการถูกลากเข้าไปในการสู้รบขัดแย้งต่างๆ ในตะวันออกกลาง ตลอดจนที่อื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยขวางกั้นสหรัฐฯอยู่แล้วในเวลานี้

หวังกล่าวว่า จีนจะ “ไม่มีวันแสวงหาการวางตัวเป็นเจ้าหรือการแผ่ขยายอำนาจ” โดยสิ่งที่แดนมังกรต้องการคือ “โลกที่มีขั้วอำนาจหลายขั้วซึ่งมความเท่าเทียมกันและเป็นระเบียบ”

“หากย้อนกลับไปดูในประวัตติศาสตร์ การแข่งขันชิงชัยกันระหว่างมหาอำนาจยิ่งใหญ่ และการเผชิญหน้ากันของประเทศต่างๆ ที่ต่างฝ่ายต่างรวมตัวเป็นกลุ่มก๊วน มีแต่กระตุ้นให้เกิดภัยพิบัติและสร้างความเจ็บปวดให้แก่มนุษยชาติโดยไม่แตกต่างกันเลย” เขา บอก “ด้วยเหตุนี้ จีนจะไม่มีวันเลือกเส้นทางที่ใครๆ พากันเลือกเดินกันในการมุ่งแสวงหาความเป็นเจ้าเหนือใคร เมื่อตนเองมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น แล้วเราก็จะไม่ยอมรับหลักตรรกะที่บอกว่าโลกสามารถบงการโดยพวกประเทศใหญ่ๆ”

ในเรื่องอิหร่าน หวัง กล่าวระหว่างการแถลงข่าวคราวนี้ คะยั้นคะยอให้มีการยุติการปฏิบัติการทหารในทันทีและหันกลับมาพูดจากัน พร้อมกับพูดด้วยว่าสงครามคราวนี้เป็นสงครามที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาเลย และการใช้กำลังไม่ใช่เป็นหนทางที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ ได้

หวังยังปฏิเสธไม่ยอมรับ “การล่วงละเมิดด้วยการใช้กำลัง” และการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

“หมัดที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงการมีเหตุผลที่แข็งแรง โลกเราไม่สามารถหวนกลับคืนไปสู่การใช้กฎแห่งป่า” เขาบอก

(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี/เอ็นบีซีนิวส์/ MGRonline)