ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ไม่กระดากอายต่อการประกาศว่าใครควรเป็นผู้นำของประเทศอื่นๆ และดูเหมือนว่า เขากำลังเหนื่อยหน่ายกับ เคียร์ สตาร์เมอร์ เต็มที และสื่อมวลชนอังกฤษเขียนประชดประชันว่า เวลานี้ ทรัมป์ มีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว ว่าใครจะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร
หนังสือพิมพ์เอ็กซ์เพรส ระบุ ทรัมป์ ส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เปิดทางให้ เดลซี โรดริเกซ ก้าวเข้ามารับหน้าที่แทน และเวลานี้เขาต้องการเป็นคนตัดสินใจว่า ใครควรก้าวมาบริหารอิหร่าน ตามหลังสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี โดย ทรัมป์ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ว่า "ผมจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง"
รายงานของเอ็กซ์เพรส ชี้ว่ายังมีอีกประเทศหนึ่ง ที่ ทรัมป์ อยากเห็นการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ในแนวทางที่สันติกว่า 2 ชาติข้างต้น นั่นก็คือ สหราชอาณาจักร เขามีความสัมพันธ์ทั้งรักและเกลียดนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ มานานหลายเดือน ทรัมป์ ได้รับเกียรติต้อนรับแบบรัฐพิธี ในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่แล้ว แต่มันก็ไม่อาจหยุดเขาจากการส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์สหราชอาณาจักรในประเด็นต่างๆ อย่างเช่นนโยบายคนเข้าเมืองและพลังงาน
ทั้งหมดทั้งมวลมาถึงจุดแตกหัก หลังจากเบื้องต้น สหราชอาณาจักร ไม่ยอมอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอากาศของพวกเขาระหว่างปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ตามรายงานของเอ็กซ์เพรส
เอ็กซ์เพรส ระบุต่อไปว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯพูดอย่างชัดเจนว่าเขาไม่พอใจสหราชอาณาจักร และโจมตีนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นการส่วนตัว "คนที่เรากำลังรับมือด้วย ไม่ใช่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ เสียหน่อย"
สื่อมวลชนอังกฤษชี้ว่า มีนักการเมืองสหราชอาณาจักรรายหนึ่ง ซึ่ง ทรัมป์ ยังคงมองว่าเป็นมิตร นั่นคือ ไนเจล ฟาราก แกนนำหัวปฏิรูป ที่พบปะพูดคุยกับ ทรัมป์ ในฟลอริดา เมื่อคืนวันศุกร์(6มี.ค.)
การพบปะกันดังกล่าว นับว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่งต่อ เคียร์ สตาร์เมอร์ หลังจากวิกฤตอิหร่านกลายเป็นหายนะล่าสุดที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลของเขา
มีการถกเถียงกันมากมายว่าสหราชอาณาจักรควรมอบแรงสนับสนุนแก่สหรัฐฯตั้งแต่แรกหรือไม่ เนื่องจากอเมริกาเป็นพันธมิตรของสหราชอาณาจักร แต่ชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับอีกสงครามหนึ่งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตามขณะเดียวกันมันก็เริ่มชัดเจนว่า สหราชอาณาจักร เคลื่อนไหวปกป้องผลประโยชน์ของตนเองล่าช้าเช่นกัน ในนั้นรวมถึงกรณีที่ฐานทัพของสหราชอาณาจักรในไซปรัส ถูกพันธมิตรของอิหร่านโจมตี ซึ่งก่อความอับอายแก่สหราชอาณาจักร ในเบื้องต้นกลับกลายเป็นฝรั่งเศสที่ส่งเรือลำหนึ่งไปปกป้องไซปรัสแทน ตามรายงานของเอ็กซ์เพรส
(ที่มา:เอ็กซ์เพรส)


