ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.)ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังหารือกับที่ปรึกษาของเขาเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในอิหร่าน ภายหลังจากที่ปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ กำลังติดตามรายงานที่ระบุว่า มอจตาบา คอเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ถูกสังหาร มีโอกาสสูงที่จะได้ก้าวขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา
“แน่นอนว่าเราได้เห็นรายงานเหล่านั้นแล้ว และนี่คือสิ่งที่หน่วยข่าวกรองของเรากำลังตรวจสอบอยู่ ความจริงก็คือ เราต้องรอและดูกันต่อไป” แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว บอกกับผู้สื่อข่าว
มอจตาบา บุตรชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี มีความเป็นไปได้สูงที่จะก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ หลังจากใช้เวลาหลายปีในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และสร้างอิทธิพลในกลุ่มผู้นำทางศาสนา
ลีวิตต์ เสริมว่า ทรัมป์ กำลังพิจารณาและหารืออย่างจริงจังกับทีมความมั่นคงแห่งชาติของเขาเกี่ยวกับบทบาทที่สหรัฐฯ อาจมีในอนาคตของอิหร่านเมื่อปฏิบัติการสิ้นสุดลง แต่ในขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหาร
ลีวิตต์ ยังปกป้องเป้าหมายของสหรัฐฯ ในสงครามทางอากาศร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า วอชิงตันล้มเหลวในการแสดงหลักฐานยืนยันภัยคุกคามเฉพาะหน้าซึ่งเตหะรานก่อขึ้นโดยตรงต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า ทรัมป์เชื่อว่าประชาชนชาวอเมริกันสนับสนุนสงครามนี้
“การตัดสินใจเริ่มปฏิบัติการนี้ขึ้นอยู่กับผลกระทบสะสมของภัยคุกคามโดยตรงต่างๆ ที่อิหร่านก่อขึ้นต่อสหรัฐอเมริกา” เธอกล่าว
“นี่คือระบอบก่อการร้ายอันชั่วช้าที่คุกคามสหรัฐฯ พันธมิตรของเรา และประชาชนของเรามา 47 ปีแล้ว และประชาชนชาวอเมริกันฉลาดพอที่จะทราบเรื่องนี้”
ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายดึงสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้ง ขณะที่ฝ่ายบริหารของเขาให้คำอธิบายที่แตกต่างกัน และเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุนบางส่วน รวมถึงพรรคเดโมแครตที่ชี้ว่า ทรัมป์ เริ่มต้น “สงครามที่เลือกเอง” (war of choice)
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในความวุ่นวาย ขณะที่ประมาณครึ่งหนึ่ง รวมถึง 1 ใน 4 ของฐานเสียงรีพับลิกัน เชื่อว่า ทรัมป์ เต็มใจที่จะใช้กำลังทหารมากเกินไป
ที่มา: รอยเตอร์


