สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเสียงข้างมากสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออิหร่านในวันพุธ (4 มี.ค.) โดยโหวต 'คัดค้าน' มติร่วมของทั้งสองพรรคที่มุ่งหยุดยั้งสงครามทางอากาศ และกำหนดให้การกระทำใดๆ ที่เป็นปรปักษ์ต่ออิหร่านต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส
วุฒิสภาโหวต 53 ต่อ 47 เสียง 'ไม่ผ่าน' มติดังกล่าว โดยเสียงส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวพรรคการเมือง กล่าวคือสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมดลงคะแนนเสียงคัดค้าน และสมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบทั้งหมดลงคะแนนเสียงสนับสนุน
ในความพยายามล่าสุดของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วนในการควบคุมการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทรัมป์ ผู้สนับสนุนอธิบายว่า การลงมติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (war powers resolution) นี้เป็นความพยายามที่จะดึงอำนาจการประกาศสงครามกลับคืนสู่สภาคองเกรส ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ
ฝ่ายที่คัดค้านมติปฏิเสธเรื่องนี้ โดยยืนยันว่าการกระทำของ ทรัมป์ นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และอยู่ในขอบเขตอำนาจของเขาในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดในการปกป้องสหรัฐฯ โดยการสั่งการโจมตีอย่างจำกัด พวกเขากล่าวหาผู้สนับสนุนมติดังกล่าวว่าทำให้กองกำลังสหรัฐฯ ตกอยู่ในอันตราย
“นี่ไม่ใช่สงครามที่ยืดเยื้อตลอดไป ที่จริงแล้วไม่ใกล้เคียงกับคำกล่าวอ้างนั้นเลย สงครามนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว” ส.ว. จิม ริช จากรัฐไอดาโฮ สังกัดพรรครีพับลิกัน ประธานคณะกรรมการต่างประเทศของวุฒิสภา กล่าวในถ้อยแถลงคัดค้านมติดังกล่าว
มาตรการนี้ถูกคาดหมายอยู่แล้วว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากพรรครีพับลิกันของ ทรัมป์ ครองเสียงข้างมากเล็กน้อยทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และเคยขัดขวางมติก่อนหน้านี้ที่พยายามจำกัดอำนาจในการทำสงครามของเขามาแล้ว
ผู้สนับสนุนมติกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ และแม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านก็กล่าวว่า พวกเขาจะกดดันให้ผู้ช่วยของ ทรัมป์ ออกมาให้การต่อสาธารณะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์อิหร่านของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามที่ ทรัมป์ คาดการณ์ไว้
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเสริมกำลังทางทหารของ ทรัมป์ ในตะวันออกกลาง และการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล มุ่งเน้นไปที่ว่า ทรัมป์ กำลังดึงประเทศเข้าสู่ “สงครามที่ยืดเยื้อตลอดไป” อีกครั้งหรือไม่ เหมือนกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอิรักและอัฟกานิสถาน
“วันนี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องเลือก ระหว่างยืนเคียงข้างประชาชนชาวอเมริกันที่เหนื่อยหน่ายกับสงครามในตะวันออกกลาง หรือเข้าข้าง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งนำพาอเมริกาเข้าสู่สงครามอีกครั้งที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต่อต้านอย่างรุนแรง” ส.ว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นผู้ร่วมเสนอมติดังกล่าว ระบุ
ด้วยความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะควบคุมสภาคองเกรสได้หลังศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้ออาจสร้างความกังวลให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (3) แสดงให้เห็นว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และประมาณครึ่งหนึ่งเชื่อว่า ทรัมป์ เต็มใจที่จะใช้กำลังทหารมากเกินไป
นอกเหนือจากปฏิบัติการในอิหร่านแล้ว กองกำลังสหรัฐฯ ยังได้ยิงใส่เรือในทะเลแคริบเบียนตอนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกตั้งแต่เดือน ก.ย. ซึ่งฝ่ายบริหารอ้างว่าเป็นความพยายามที่จะยับยั้งการค้ายาเสพติดของเวเนซุเอลา ในเดือน ม.ค. ทรัมป์ยังได้ส่งกองกำลังเข้าไปในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาด้วย
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ก่อให้เกิดความเสียหายในอิหร่าน อิสราเอล และทั่วตะวันออกกลางแล้ว และทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิต
“นี่คือสงคราม” ส.ว. ทิม เคน จากรัฐเวอร์จิเนียสังกัดพรรคเดโมแครต ผู้เสนอร่างมติหลัก กล่าวในสุนทรพจน์เรียกร้องให้วุฒิสภาสนับสนุนมติดังกล่าว
เขาบอกด้วยว่า ตนได้ขอร้องเจ้าหน้าที่ของ ทรัมป์ ให้มาขออนุมัติสงครามจากสภาคองเกรส ในระหว่างการบรรยายสรุปแบบลับสำหรับสมาชิกสภาเมื่อวันอังคาร (3)
“รูปแบบการปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ขออนุมัติจากเราทำให้ผมเชื่อว่า คุณไม่คิดว่าคุณจำเป็นต้องมาขอการอนุมัติจากสภาเพื่อทำสงครามกับใครที่ไหนเลย” เคน กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะมีการโหวตมติอำนาจทำสงครามกับอิหร่านที่คล้ายกันในวันพฤหัสบดี (5)
ที่มา: รอยเตอร์


