ผู้เชี่ยวชาญอ่านเกมอิหร่าน ชี้อาศัยจุดอ่อนด้านการป้องกันภัยทางอากาศของประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่งกองทัพโดรนราคาถูกโจมตีเพื่อนบ้านอย่างไม่เคยทำมาก่อน เพื่อเพิ่มความกดดันทางอ้อมให้อเมริกายุติสงคราม
จากการศึกษาของพวกหน่วยงานคลังสมองที่ตั้งฐานในกรุงวอชิงตันอย่าง สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (Institute for the Study of War) และโครงการวิเคราะห์ภัยคุกคามสำคัญยิ่งยวด ของสถาบันวิสาหกิจอเมริกัน (American Enterprise Institute) ระบุว่า นับจากเริ่มต้นปฏิบัติการเมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) อิหร่านใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) โจมตีอิสราเอลเป็นหลัก แต่ใช้โดรนโจมตีพวกประเทศอ่าวเปอร์เซีย
คืนวันอาทิตย์ กองทัพอิสราเอลแถลงว่า ถูกโจมตีด้วยโดรนกว่า 50 ลำที่ส่งมาจากอิหร่าน ขณะที่พวกประเทศอ่าวเปอร์เซียเผยว่า มีโดรนกว่า 1,000 ลำ ส่วนใหญ่เป็นโดรนชาเฮด-136 รุกล้ำน่านฟ้า
โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่า ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของโดรนกว่า 800 ลำ และขีปนาวุธเกือบ 200 ลูกนับจากสงครามอุบัติขึ้น
ส่วนที่ซาอุดีอาระเบีย โดรน 2 ลำโจมตีสถานเอกอัคราชทูตอเมริกันในกรุงริยาดเมื่อวันอังคาร (3 ) และโรงกลั่นน้ำมันราสทานูรา ซึ่งเป็นโรงกลั่นใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรแห่งนี้ ต้องปิดดำเนินการบางส่วนหลังถูกโจมตี
บาห์เรน คูเวต กาตาร์ โอมาน และจอร์แดน ก็ไม่รอดพ้นการโจมตีของอิหร่านเช่นเดียวกัน
รูปแบบหนึ่งของสงครามพร่ากำลัง
สตีฟ เฟลด์สไตน์ นักวิชาการอาวุโสของหน่วยงานคลังสมอง กองทุนคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) ชี้ว่า การใช้โดรน ซึ่งมีราคาหลักหมื่นดอลลาร์ เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการกดดันให้ศัตรูต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหนักหน่วง ซึ่งหากการสู้รบขัดแย้งยืดเยื้อ ประเด็นนี้อาจมีนัยสำคัญมากขึ้น
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกลาโหมยุโรประบุว่า โดรนชาเฮด-136 ที่อิหร่านส่งให้รัสเซียทำสงครามในยูเครน และตอนนี้ผลิตออกมานับหมื่นนับแสนลำภายใต้ชื่อ เกอราน-2 นั้น มีราคาถูกกว่าขีปนาวุธที่ใช้สกัดโดรนเหล่านี้หลายเท่า จึงถือเป็นเครื่องมือทำสงครามพร่ากำลัง ซึ่งสามารถทำให้ทรัพยากรของศัตรูร่อยหรอลงทุกที
แหล่งข่าวคนเดิมเพิ่มเติมว่า พวกประเทศอ่าวเปอร์เซีย แม้ไม่ได้รับมือกับโดรนพวกนี้ ด้วยระบบต่อสู้ขีปนาวุธแพตทริออต ที่มีต้นทุนสูงและสงวนไว้ใช้สำหรับการทำลายเป้าหมายที่ซับซ้อนอย่างเช่นขีปนาวุธมากกว่า แต่พวกเขาก็กำลังพึ่งระบบ NASAMS และอะเวนเจอร์ ที่ใช้ขีปนาวุธราคาลูกละหลายแสนดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเออียังใช้ระบบต่อต้านโดรน “โคโยตี้” ที่ราคาแพงมาก
นอกจากนั้น แม้ชาเฮดที่ใช้ระบบจีพีเอสนำทาง มีจุดอ่อนตรงที่อาจถูกรบกวนสัญญาณ แต่ว่าศักยภาพในการก่อกวนเช่นนี้ของพวกประเทศอ่าวเปอร์เซียเข้าขั้น “อ่อนแอ” อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ที่รวมถึงปัญหากับระบบป้องกันภัยของตนเอง
แหล่งข่าวคนเดิมเสริมว่า ในยูเครนนั้นมีการใช้วิธีติดตั้งระบบตรวจจับเสียงและโดรนต่อสู้โดรน กระจายออกไปเป็นหย่อมๆ ทำให้สามารถสอยชาเฮดร่วงโดยใช้ต้นทุนต่ำ แต่ระบบเหล่านี้ไม่มีอยู่เลยในประเทศอ่าว
“บทเรียนที่สังเกตเห็นมาแล้วในยูเครนเช่นนี้ กลับไม่ถูกเรียนรู้ โดยเฉพาะจากฝ่ายอเมริกัน” แหล่งข่าวรายนี้บ่นพึม
อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ วอชิงตันได้ส่งเครื่องบินโจมตี A-10 ไปยังตะวันออกลาง เครื่องบินแบบนี้มีปืนใหญ่อากาศซึ่งสามารถยิงสกัดโดรนได้ชะงัด เช่นเดียวกับที่อิสราเอลใช้เฮลิคอปเตอร์อปาเช่ นอกจาdนั้น ยูเครนก็บอกว่า พร้อมช่วยเหลือและแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการโดรนเหล่านี้
เดินเกมเพิ่มแรงกดดัน
คามิลล์ ลอนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอ่าวเปอร์เซียของสภาวิเทศสัมพันธ์แห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations) ชี้ว่า ในระหว่างสงคราม 12 วันเมื่อกลางปีที่แล้ว เตหะรานจำกัดเป้าหมายการโจมตีเฉพาะอิสราเอล แต่ครั้งนี้ อิหร่านไล่เช็คบิลพันธมิตรของอเมริกาทั่วอ่าวเปอร์เซียอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบคั้นประเทศเหล่านั้นไปกดดันวอชิงตันต่อเพื่อให้ยุติการโจมตีอิหร่าน เนื่องจากประเทศอ่าวเปอร์เซียมีการเตรียมพร้อมและความสามารถในการรับมือความกดดันจากสงครามน้อยกว่าอิสราเอลมาก
นอกจากนี้ยังเป็นเพราะอิหร่านเรียนรู้จากบทเรียนเมื่อปีที่แล้วว่า ถ้าพยายามจำกัดขอบเขตสงคราม จะถูกมองว่า อ่อนแอในสายตาอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เซธ โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มคลังสมอง ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา0( CSIS) ตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธศาสตร์กดดันเพื่อนบ้านของอิหร่านนี้ อาจส่งผลตรงกันข้าม อย่างที่กำลังเห็นอยู่ในเวลานี้ว่า มีประเทศอ่าวบางราย เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามมากขึ้น ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสาร และยอมให้ใช้ดินแดนของตนในการโจมตีเชิงรุก ไม่ใช่เพื่อการป้องกันประเทศเท่านั้น
(ที่มา: เอเอฟพี)


