xs
xsm
sm
md
lg

‘อดีตมกุฎราชกุมาร’ผู้กำลังเฝ้ารอคอยให้ ‘สาธารณรัฐอิสลามของอิหร่าน’พังครืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ไซมอน ธีโอบอลด์


กลุ่มผู้สนับสนุน เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารของอิหร่าน ชูโปสเตอร์ภาพของเขา ขณะที่ผู้คนเหล่านี้เข้าร่วมการชุมนุมครั้งใหญ่ ซึ่งจัดขึ้นให้ตรงกับ “เวทีประชุมความมั่นคงแห่งมิวนิก” ณ เมืองมิวนิก ทางตอนใต้ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา
(จากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/the-crown-prince-waiting-for-irans-islamic-republic-to-fall/)

The crown prince waiting for Iran’s Islamic Republic to fall
by Simon Theobald
27/02/2023

อดีตมกุฎราชกุมาร เรซา ปาห์ลาวี มีทั้งโรดแมป, คำนำ, และผู้สนับสนุนที่เป็นคนเชื้อสายอิหร่านซึ่งตั้งถิ่นฐานในต่างแดนจำนวนเป็นล้านๆ คน ทว่าวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอนาคตของอิหร่านกลับก่อให้เกิดคำถามมากกว่าที่จะให้คำตอบ

ตั้งแต่ตอนที่พวกนักการทูตของอิหร่านและสหรัฐฯพบปะกันในเจนีวาเพื่อการเจรจาอันสำคัญยิ่งในการแสวงหาทางหลีกเลี่ยงสงครามซึ่งอาจจะปะทุขึ้นมา สำหรับพวกกลุ่มฝ่ายค้านอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศแล้ว พวกเขากำลังสูดได้กลิ่นหอมหวลของโอกาส

สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่โตที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเมื่อปี 1979 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังคุกคามว่าจะเข้าโจมตีอยู่รอมร่อแล้ว ถ้าหากอิหร่านไม่ยอมจำนนเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของตน แล้วยังมีพวกผู้ประท้วงต่อต้านระบอบปกครองซึ่งยังคงออกมาชุมนุมกัน ถึงแม้เผชิญการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมของรัฐบาลซึ่งได้สังหารผู้คนไปน่าจะถึง 20,000 คนแล้ว และเป็นไปได้ว่าจำนวนแท้จริงจะสูงยิ่งกว่านี้เสียอีก

การพูดจากันเกี่ยวกับอนาคตของอิหร่านภายหลังการพังครืนของระบอบปกครองอิสลาม ได้ขยายตัวออกไปอย่างกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนยิ่งได้รับกำลังใจจากเสียงร้องตะโกนคำขวัญว่า “พระเจ้าชาห์จงเจริญ” ซึ่งได้ยินได้ฟังระหว่างการประท้วงในอิหร่านบางครั้งบางคราว ขณะเดียวกันเสียงของพวกนิยมกษัตริย์ก็ดังกระหึ่มขึ้นในหมู่ผู้คนเชื้อสายอิหร่านซึ่งพำนักในต่างแดนทุกหนทุกแห่ง

แต่ว่าการหวนกลับคืนของพระเจ้าชาห์ เป็นสิ่งที่ชาวอิหร่านเรียกร้องต้องการกันจริงๆ หรือ และอะไรคือหนทางดีที่สุดสำหรับประเทศนี้กันแน่?

ฝ่ายนิยมกษัตริย์กำลังให้คำมั่นสัญญาอะไรบ้าง?

ระบอบกษัตริย์ของอิหร่านนั้นมีความเก่าแก่โบราณมาก ทว่าสำหรับราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศสุดท้ายที่ปกครองประเทศนี้ เพิ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1925 เมื่อตอนที่ เรซา ข่าน (Reza Khan) ซึ่งเป็นทหารผู้หนึ่งในกองทัพ ได้โค่นล้มราชวงศ์ก่อนสำเร็จ

ข่าน ได้รับรองนำเอาชื่อ ปาห์ลาวี มาเป็นชื่อราชวงศ์ของเขา และพยายามนำอิหร่านเข้าใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับบรรทัดฐานทางสังคมและทางเศรษฐกิจแบบตะวันตก พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำซึ่งเผด็จการรวบอำนาจ ขึ้นชื่อลือชาจากการที่ห้ามสตรีแต่งกายโดยใช้ผ้าฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะและลำคอของผู้หญิงมุสลิม) และในที่สุดแล้วพระองค์ได้ถูกสหราชอาณาจักรบังคับให้ต้องทรงลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ภายหลังจากสหราชอาณาจักรกับสหภาพโซเวียตเข้ารุกรานอิหร่าน (Anglo-Soviet invasion) ในปี 1941 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi) พระราชโอรสของพระองค์ ได้ทรงพยายามสืบต่อการปฏิรูปต่างๆ ของพระราชบิดาต่อมาอีก ทว่าก็ทรงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เผด็จการรวบอำนาจทำนองเดียวกันพระราชบิดา พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ทรงเป็นประธานของคณะรัฐบาลที่แทบไม่ยอมอดทนอดกลั้นต่อผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยเอาเลย ในที่สุดแล้วพระองค์ก็ทรงถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ด้วยกระแสการคัดค้านอันใหญ่โตมหึมาระหว่างการปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolution) ในปี 1979

เรซา ปาห์ลาวี (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารผู้นิราศไปลี้ภัยต่างประเทศตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ปัจจุบันมีอายุ 65 ปี และกำลังได้รับการเชิดชูยกย่องจากผู้คนจำนวนมากในหมู่คนเชื้อสายอิหร่านในต่างแดนซึ่งพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่า เขาคือบุคคลในฝ่ายค้านที่มีเครดิตสูงที่สุดและมองเห็นได้อย่างโดดเด่นที่สุด โดยที่มีความสามารถในการนำพาประเทศชาติ ถ้าหากเมื่อใดก็ตามที่สาธารณรัฐอิสลามพังทลายลงไป

กลุ่มนิยมกษัตริย์กลุ่มต่างๆ เป็นต้นว่า สหภาพแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในอิหร่าน (National Union for Democracy in Iran หรือ NUFDI) ซึ่งตั้งฐานอยู่ในสหรัฐฯ ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันของ ปาห์ลาวี

ตอนต้นปี 2025 กลุ่ม NUFDI ได้เปิดการรณรงค์ที่ใช้ชื่อว่า “โครงการเพื่อความมั่งคั่งรุ่งเรืองของอิหร่าน” (Iran Prosperity Project) โครงการนี้มีการร่วมมือประสานงานกันเป็นอย่างดีและสามารถทำให้เป็นที่สนอกสนใจของสื่อมวลชนได้อย่างชาญฉลาด การรณรงค์ครั้งนี้มุ่งเสนอสิ่งที่ทางกลุ่มอ้างว่าเป็น โรดแมปสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคหลังจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตัว ปาห์ลาวี เองได้เขียนคำนำให้แก่เอกสารของโครงการนี้ด้วยตนเอง

จากนั้นในเดือนกรกฎาคม กลุ่มนี้ยังได้เผยแพร่เอกสารหนังสือเล่มเล็ก (จุลสาร) ที่ใช้ชื่อว่า “จุลสารว่าด้วยระยะฉุกเฉิน” (Emergency Phase Booklet) กล่าวถึงวิสัยทัศน์สำหรับระบบการเมืองใหม่ในอิหร่าน

ถึงแม้เอกสารฉบับนี้เขียนขึ้นโดยใช้ภาษาถ้อยคำตามบรรทัดฐานประชาธิปไตยระดับระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่วิสัยทัศน์ที่เสนอออกมาก็มีการยกอำนาจอย่างมหาศาลให้แก่มกุฎราชกุมารผู้นี้ เขาถูกเรียกขานว่าเป็น “ผู้นำของการลุกฮือแห่งชาติ” และได้รับสิทธิให้สามรรถวีโต้ทัดทานกระบวนการจัดตั้งสถาบันต่างๆ และการคัดเลือกตัวบุคคลต่างๆ ในคณะรัฐบาลชุดเปลี่ยนผ่านอำนาจ

สิ่งหนึ่งที่เอกสารนี้ขาดหายไป คือการตอบสนองเสียงเรียกร้องของชนกลุ่มน้อยชาวชาติพันธุ์จำนวนมากของอิหร่าน ที่ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบสหพันธรัฐขึ้นในประเทศนี้

ตรงกันข้าม ภายใต้แผนการที่ระบุในเอกสาร รัฐบาลจะยังคงมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจอย่างสูงภายใต้ความเป็นผู้นำของปาห์ลาวี อย่างน้อยที่สุดก็จวบจนกระทั่งมีการจัดการลงประชามติ ซึ่งทางคณะผู้เขียนจุลสารเล่มนี้อ้างว่า จะเป็นตัวๆตัดสินชี้ขาดว่าระบอบปกครองจะเปลี่ยนไปเป็นระบอบกษัตริย์ที่มีรัฐธรรมนูญ หรือว่าเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย

แต่ช่วยไม่ได้เลยที่สำหรับพวกนักศึกษาประวัติศาสตร์อิหร่านแล้ว พวกเขาย่อมชี้ให้เห็นว่ามันช่างเป็นเหมือนเสียงสะท้อนของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในการปฏิวัติอิสลามปี 1979 เสียจริงๆ ในตอนนั้น อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ก็ให้สัญญาว่าจะมีอิหร่านที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่จะมีรัฐธรรมนญฉบับใหม่ และปราศจากตัวเขาหรือพวกผู้นำทางศาสนาคนอื่นๆ ขึ้นครองอำนาจ

ทว่าหลังการปฏิวัติ โคไมนี ก็เข้ากุมอำนาจการปกครองเอาไว้อย่างรวดเร็ว

การโจมตีทางออนไลน์เล่นงานพวกคัดค้าน

ปาห์ลาวีและพวกผู้สนับสนุนของเขายังต้องพยายามอีกมากในการพิสูจน์ตนเองให้เห็นชัดว่า ยึดมั่นปฏิบัติตามหลักการต่างๆ ในเรื่องการอภิปรายถกเถียงด้วยความเคารพกัน และการอดทนอดกลั้นต่อทัศนะความคิดเห็นที่ต่างออกไป

ในขณะให้สัมภาษณ์ ปาห์ลาวีจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงลัษษณะความเป็นเผด็จการรวบอำนาจของการปกครองของบิดาของเขา รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆซึ่งเกิดขึ้นใต้ระบอบปกครองดังกล่าว

แต่ถ้าหาก ปาห์ลาวี มีความโน้มเอียงที่จะหลีกเลี่ยงพวกคำถามตอบยากๆ ทั้งหลายแล้ว บรรดาผู้สนับสนุนของเขากลับสามารถแสดงความก้าวร้าวออกมาได้มากกว่า โดยเฉพาะ ณ เวทีการประชุมความมั่นคงแห่งมิวนิก (Munich Security Conference) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คริสเตียน อามันปูร์ (Christiane Amanpour) นักหนังสือพิมพ์ชาวสหราชอาณาจักร-อิหร่านชื่อดัง ได้สัมภาษณ์มกุฎราชกุมารผู้นี้


วิดีโอบันทึกรายการสัมภาษณ์ เรซา ปาห์ลาวี โดย คริสเตียน อามันปูร์

ภายหลังการสัมภาษณ์ครั้งนี้ การที่ อามันปูร์ ตั้งคำถามโหดๆ ยากๆ ให้ปาหลวีต้องตอบ ได้ส่งผลทำให้เกิดความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกมาในหมู่พวกผู้สนับสนุนเขา ในคลิปวิดีโอชิ้นหนึ่งที่มีการแชร์อย่างกว้างขวางบนแพลตฟอร์มX สามารถมองเห็นพวกนิยมกษัตริย์ตะโกนก่อกวนขัดจังหวะ อาร์มันปูร์ โดยบอกว่าเธอ “ดูหมิ่น” มกุฎราชกุมาร

จากนั้นในเวทีถกเถียงกันทางออนไลน์ต่างๆ ภาษาถ้อยคำที่ใช้กันของพวกผู้สนับสนุนมกุฎราชกุมาร ยังมีลักษณะของการข่มขู่คุกคามกันยิ่งกว่านี้อีก

ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ อามันปูร์ ได้ถาม ปาห์ลาวี แบบตรงๆ ต่อหน้าต่อตากันเลยว่า เขาสามารถที่จะบอกให้พวกผู้สนับสนุนเขายุติการโจมตี “อย่างมุ่งสร้างความหวาดกลัว” เอากับชาวอิหร่านสามัญธรรมดาได้หรือไม่

ขณะที่เขาตอบวา เขาจะไม่อดทนอดกลั่นต่อการโจมตีกันทางออนไลน์ แต่เขาก็พูดด้วยว่า “ผมไม่สามารถควบคุมผู้คนเป็นล้านๆ ได้ ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่พวกเขาพูดกันทางโซเชียลมีเดียได้ นอกจากนั้น แล้วใครจะไปทราบว่าพวกเขาเป็นคนจริงๆ หรือเปล่า”

ชาวอิหร่านต้องการระบอบกษัตริย์หรือไม่?

อย่างที่ผมได้เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในข้อเขียนก่อนหน้านี้ ขบวนการของกลุ่มนิยมกษัตริย์ยังพูดจาราวกับว่าพวกเขากำลังพูดแทนประเทศชาติทั้งประเทศโดยรวม

ทว่าระหว่างการประท้วงซึ่งเกิดขึ้นในระยะหลังๆ นี้ สามารถได้ยินพวกนักศึกษาบางคนที่ตะโกนคำขวัญว่า “ไม่เอาระบอบกษัตริย์, ไม่เอาระบอบของนักการศาสนา, เอาประชาธิปไตยที่ทุกคนเท่าเทียมกัน”

ความสนับสนุนพระเจ้าชาห์ภายในอิหร่านมีมากน้อยแค่ไนหกันแน่ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบชัดเจน ส่วนหนึ่งเนื่องจากการสำรวจความผิดเห็นที่นั่นเป็นเรื่องลำบากยากเย็นจนขึ้นชื่อ

มีการสำรวจในปี 2024 ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มกามาน (GAMAAN) ที่เป็นองค์การจัดตั้งขึ้นโดยนักวิชาการอิหร่าน 2 คน ซึ่งกำลังทำงานอยู่ในเนเธอร์แลนด์ โดยพยายามที่จะวัดอารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองในอิหร่าน ผลออกมาว่ามีประมาณ 30% กว่าๆ เล็กน้อยของพวกที่ถูกสอบถาม บ่งบอกว่า ปาห์ลาวี จะเป็นทางเลือกอันดับแรกของพวกเขา ถ้าหากมีการจัดเลือกตั้งแบบเสรีและเป็นธรรมขึ้นมา

แต่การสำรวจนี้ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าทำไมคนเหล่านี้จึงบอกว่าพวกเขาต้องการออกเสียงให้แก่ปาห์ลาวี นอกจากนั้นมันยังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านอยู่ในสภาพแตกแยกกันมากมายถึงขนาดไหน โดยที่มีชื่ออีกหลายสิบชื่อทีเดียวซึ่งได้รับความสนับสนุนในระดับต่ำลงมา

อนาคตของอิหร่านไม่มีความชัดเจนเอามากๆ ในขณะนี้ แม้กระทั่งถ้าหากสาธารณรัฐอิสลามถูกขับไล่ออกไป –ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นคำถามแบบ “ถ้าหาก” นั่นคือสมมุติเอา เป็นอย่างมาก – การเปลี่ยนผ่านก็มีความเป็นได้มากที่จะอยู่ในสภาพวุ่นวายโกลาหละและเกิดความรุนแรง

ปาห์ลาวี จะกลายเป็นผู้นำที่ดีได้หรือไม่? สำหรับนักวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากแล้ว เมื่อดูจากพฤติกรรมของตัวเขา และของพวกผู้สนับสนุนเขา ทำให้ต้องตั้งคำถามเอากับคำมั่นสัญญาของพวกนิยมกษัตริย์ ในเรื่องอิหร่านที่จะมีเสรียิ่งขึ้นและอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างกันมากขึ้น

ไซมอน ธีโอบอลด์ เป็นนักวิจัย ซึ่งทำงานให้แก่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร และ มหาวิทยาลัยนอเตอร์ดัม ออสเตรเลีย

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/irans-exiled-crown-prince-is-touting-himself-as-a-future-leader-is-this-whats-best-for-the-country-276629)