(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/se-asia-weighs-options-after-trump-tariffs-torpedoed/)
SE Asia weighs options after Trump tariffs torpedoed
by Lam Duc Vu
23/02/2026
สำหรับประเทศอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, และกัมพูชา ซึ่งต่างได้ทำดีลกับวอชิงตันไปแล้วด้วยการยอมรับอัตราภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นกว่าเดิม คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯกำลังทำให้เกิดคำถามข้อสำคัญมากขึ้นมา นั่นคือ ข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะเป็นยังไงต่อไป ในเมื่อพื้นฐานทางกฎหมายที่รองรับฐานะความได้เปรียบในการต่อรองของคณะบริหารทรัมป์ ถูกระบุว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปเสียแล้ว
คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินด้วยคะแนนเสียงมาก 6 ต่อ 3 [1] ให้การบังคับจัดเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาศัยอ้างอิงอำนาจตามรัฐบัญญัตติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA) เป็นโมฆะ คำพิพากษานี้ไม่เพียงเป็นหลักหมายสำคัญสำหรับกฎหมายรัฐธรรมนูญ, ผู้นำเข้า, และพลเมืองชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังสำหรับคู่ค้าทุกๆ รายของอเมริกาที่ได้ใช้เวลาในปีที่แล้วทำการเจรจาต่อรองภายใต้น้ำหนักกดทับของภาษีศุลกากรเหล่านี้อีกด้วย
สำหรับพวกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, และกัมพูชา ซึ่งทุกรายต่างได้ทำดีลกับวอชิงตันไปแล้วด้วยการยอมรับอัตราภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นกว่าเดิม คำตัดสินของศาลสูงสุดคราวนี้กำลังทำให้เกิดคำถามข้อสำคัญมาก นั่นคือ แล้วข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะเป็นยังไงต่อไป ในเมื่อพื้นฐานทางกฎหมายที่รองรับฐานะความได้เปรียบในการต่อรองของอีกฝ่ายหนึ่งถูกระบุว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้วเช่นนี้?
ภาษีศุลกากรที่ยึดโยงอยู่กับกฎหมาย IEEPA คือเครื่องมือหลักเบื้องหลังการเจรจาการค้าระดับทวิภาคีของทรัมป์กับพวกชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน กรณีของอินโดนีเซียคือกรณีที่เกิดขึ้นทีหลังสุด โดยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ หรือเพียง 1 วันก่อนหน้าการตัดสินของศาลสูงสุด จาการ์ตาได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับวอชิงตัน [2] ในพิธีซึ่งจัดขึ้นข้างเคียงการประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์
ตามเนื้อหาในดีลนี้ อินโดนีเซียให้คำมั่นสัญญาที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรซึ่งเรียกเก็บจากพวกสินค้าอเมริกันลงมา 99%, จัดการเคลียร์พวกกำแพงกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี, และยุติข้อจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย พวกบริษัทอินโดนีเซียกับบริษัทสหรัฐฯยังได้บรรลุข้อตกลงทางการพาณิชย์รวม 11 ฉบับมูลค่ารวม 38,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ [3] อีกด้วย เพื่อเป็นการตอบแทน สหรัฐฯกำหนดจะจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าอินโดนีเซียในอัตรา 19% --ต่ำลงมากจากอัตราเดิมซึ่งประกาศออกมาใน “วันปลดแอก” (Liberation Day) ซึ่งสูงถึง 32%
ฟิลิปปินส์นั้นได้เจรจาเสร็จสิ้นไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยสหรัฐฯได้ลดอัตราภาษีศุลกากรของพวกเขาลงจาก 20% เหลือ 19% ขณะที่กัมพูชาและมาเลเซียก็ได้รับอัตรา 19% เช่นกัน ดีลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นสนธิสัญญาซึ่งผ่านการลงมติให้สัตยาบันจากวุฒิสภาสหรัฐฯ มันอยู่ในรูปของการดำเนินการของฝ่ายบริหารที่ยึดโยงอยู่กับอำนาจของประธานาธิบดี ที่ศาลสูงสุดเวลานี้ระบุว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง
เป็นอย่างที่ เบรตต์ แควานอจ์ (Brett Kavanaugh) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของผู้พิพากษาศาลสูงสุด ที่เป็นฝ่ายคัดค้านคำตัดสินของเสียงข้างมากในคดีนี้ ได้ระบุเอาไว้ในคำแถลงแสดงความเห็นค้านของเขา [4] ผลกระทบของคำตัดสินนี้ที่จะมีต่อพวกดีลทางการค้าที่เกิดขึ้นมาแล้ว –ซึ่งรวมไปถึงพวกข้อตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักร, จีน, และญี่ปุ่นด้วย— นี่คือข้อกังวลสำคัญข้อหนึ่ง ซึ่งคำตัดสินของฝ่ายเสียงข้างมากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้บอกออกมาว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป
ยังหาทางบีบคั้นชาติคู่ค้านให้หนักที่สุดต่อไป
ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างฉับพลันของทรัมป์ต่อคำพิพากษาของศาลสูงสุด –ซึ่งได้แก่การประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรเอากับทั่วโลกในอัตราใหม่นั่นคือ 15%โดยใช้อำนาจมาตรา 122 ของรัฐบัญญัติการค้าปี 1974 (Section 122 of the Trade Act of 1974) [5] มันคือการส่งสัญญาณว่าคณะบริหารของเขายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะคงแรงบีบคั้นทางด้านภาษีอากรต่อพวกชาติคู่ค้าเอาไว้ต่อไปอีก เพียงแต่จะกระทำผ่านเส้นทางกฎหมายที่เป็นทางเลือกอื่นๆ
มาตรา 122 ที่ทรัมป์นำมาใช้ล่าสุดครั้งนี้ เดิมทีเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับรับมือกรณีฉุกเฉินทางด้านดุลการชำระเงิน (balance-of-payments emergencies) และกำหนดให้จัดเก็บภาษีศุลกากรสูงสุดไม่เกินอัตรา 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วันโดยที่ไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน นี่ถือว่าเป็นการให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีที่คับแคบกว่าของรัฐบัญญติ IEEPA อย่างมหาศาล ในกรณีของแทบทุกประเทศซึ่งได้เซ็นดีลกับคณะบริหารทรัมป์เอาไว้ในอัตราที่สูงกว่า 15% อัตราพื้นฐานที่ประกาศใหม่ในทางเป็นจริงแล้วจึงต่ำกว่าอัตราที่เจรจาตกลงกันไปแล้วเสียอีก
รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ของสหรัฐฯโต้แย้งว่า อำนาจจากกฎหมายทางเลือกอื่นๆ [6] ซึ่งคณะบริหารทรัมป์จะนำมาใช้แทน IEEPA จะทำให้ “รายรับจากภาษีศุลกากรไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางเป็นจริง” ในปี 2026 นี้ อย่างไรก็ดี เราย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ความจำกัดเชิงโครงสร้างของกฎหมายทางเลือกเหล่านี้ –ในเรื่องของข้อจำกัดทางเวลาในการบังคับใช้, ข้อกำหนดต่างๆ ในเรื่องกระบวนวิธีดำเนินการ, การตรวจสอบทบทวนของฝ่ายตุลาการ— ซึ่งแตกต่างไปจาก IEEPA เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ
กฎหมายฉบับอื่นๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงว่าจะถูกคณะบริหารทรัมป์นำมาใช้แทนที่ IEEPA ยังมีอาทิ มาตรา 301 ซึ่งมีเนื้อหาเน้นการสอบสวนว่ามีการกระทำไม่ถูกต้อง แล้วจากนั้นจึงจะถูกลงโทษด้วยมาตรการภาษีศุลกากร, มาตรา 232 ซึ่งว่าด้วยการใช้มาตรการภาษีศุลกากรกรณีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ, และมาตรา 122 ที่เป็นการให้อำนาจขึ้นภาษีศุลกากรฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว แต่ละฉบับล้วนมาพร้อมกับเงื่อนไขข้อกำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์ความผิดเสียก่อน ซึ่งกฎหมาย IEEPA ไม่ต้องทำเช่นนั้นเลย คณะบริหารทรัมป์ได้สัญญาณออกมาด้วยว่า จะเริ่มดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 กับหลายๆ ประเทศ เวลาเดียวกันก็แสดงท่าทีว่าไม่มีเจตนาที่จะสมัครใจดำเนินกระบวนการคืนเงินภาษี [7] ซึ่งถูกจัดเก็บตามกฎหมาย IEEPA เรียบร้อยแล้ว ซึ่งประมาณการกันว่ามีมูลค่ารวมราวๆ 160,000 ล้านดอลลาร์ และปล่อยให้ปัญหานี้เป็นภาระของผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยกันต่อไป
ข้อความที่ส่งออกมาจากคณะบริหารทรัมป์จึงมีความชัดเจนมาก นั่นคือ กระทั่งเมื่อเพดานทางกฎหมายซึ่งพวกเขาพึ่งพิงอาศัยต้องต่ำฮวบลงมาแล้ว พวกเขายังคงตั้งใจที่จะใช้ความฝืดอันเกิดจากกระบวนวิธีดำเนินการ และพวกกลไกทางเลือกต่างๆ มาสร้างแรงกดดันต่อบรรดาคู่ค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อาเซียนถูกปล่อยทิ้งเอาตรงจุดไหนจากท่าทีเช่นนี้ของทรัมป์?
รัฐบาลของชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหลาย เวลานี้จึงกำลังเผชิญกับการเลือกที่จะมีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ ทว่ายังคงเต็มไปความไม่แน่นอนอย่างมากมาย
พวกเขาสามารถถือว่าการยินยอมอ่อนข้อต่างๆ ไปแล้วของพวกเขา—การเก็บภาษีศุลกากรอัตรา 0% จากสินค้าสหรัฐฯ, การซื้อสินค้าการเกษตรอเมริกัน, การเปิดทางให้อเมริกาเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญยิ่งยวด –ยังคงมีผลผูกพันอยู่ ด้วยความหวังว่าเพื่อรักษามิตรไมตรีกับคณะบริหารทรัมป์เอาไว้ก่อน ขณะที่เสาะแสวงหาเครื่องมือทางกฎหมายใหม่ๆ เพื่อกลับมาบังคับจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นอีกครั้ง หรือไม่พวกเขาสามารถถือคำตัดสินศาลสูงสุดว่า หมายถึงการรีเซ็ตโต๊ะเจรจาต่อรองขึ้นมาใหม่ พยายามใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีการทบทวนเปลี่ยนแปลงการอ่อนข้อบางประการที่พวกเขาเสนอไปก่อนหน้านี้
สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council) (ที่สมาชิกเป็นบริษัทชั้นนำของอเมริกา) ได้แถลงกล่าวถึงลักษณะสำคัญ [8] ของคำตัดสินศาลสูงสุดว่า เป็นการเติม “ความไม่แน่นอนและความสับสน” ไม่ใช่เป็น “ตัวทำลายข้อตกลง” สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับอาเซียน นี่บางทีอาจจะเป็นการวางกรอบที่ถูกต้องเหมาะสม อย่างน้อยที่สุดก็ในระยะสั้น
รัฐบาลของชาติต่างๆ ในอาเซียน ต่างเป็นตัวแสดงที่เน้นผลในทางปฏิบัติ พวกเขาเข้าใจดีว่าตลาดสหรัฐฯนั้นไม่ได้กำลังหนีหายไปไหน และการแสดงความเป็นปรปักษ์กับวอชิงตันในเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย –ไม่ว่ามันจะสำคัญขนาดไหน— ย่อมมีความเสี่ยงในตัวมันเอง
แต่แนวความคิดเน้นผลทางปฏิบัติ ย่อมนำมาใช้พิจารณากับอีกด้านหนึ่งได้เช่นกัน ถ้าหากคณะบริหารทรัมป์ไม่สามารถที่จะข่มขู่อย่างน่าเชื่อถือสำหรับการกลับไปจัดเก็บภาษีศุลกากรอัตราสูงกว่า 15% โดยที่ไม่ต้องขอความร่วมมือจากรัฐสภาได้แล้ว สมการคำนวณที่อยู่เบื้องลึกลงไปของดีลเหล่านี้ก็ต้องถือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย
นอกจากนั้นแล้ว การคำนึงถึงบริบทที่กว้างขวางออกไปก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเช่นเดียวกัน ข้อตกลงการค้าของอินโดนีเซียประกาศออกมาข้างเคียงการที่ประธานาธิบดีบราโบโว ซูเบียนโต เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ [9] แล้วเขายังให้คำมั่นที่จะจัดส่งกำลังทหารจำนวนที่อาจจะสูงถึง 8,000 นายเข้าร่วมในกองกำลังรักษาเสถียรภาพกาซา (Gaza stabilization force)
ยกเว้นกรณีของกัมพูชา ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ในส่วนของเวียดนามนั้น ได้เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สุดที่ฮานอยจะอาศัยเรื่องนี้เป็นหนทางหนึ่ง ในการแสวงหาการทำความตกลงทางการค้าซึ่งน่าพอใจมากขึ้นกับวอชิงตัน
ความเชื่อมโยงเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่า การเจรจากันในทางการค้าได้เกิดการพันกันกับชุดของความผูกมัดด้านการทูตและความมั่นคงซึ่งมีขนาดขอบเขตกว้างขวางออกไปอีก –เป็นพลวัตซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้แก่การแก้ไขเพียงแค่ข้อตกลงภาษีศุลกากรฉบับเดี่ยวๆ โดดๆ ใดๆ
นี่คือช่องทางโอกาส ยังไม่ใช่หนทางแก้ไขที่แน่นอนชัดเจนแล้ว
ภาพที่มองให้กว้างขวางออกไปเช่นนี้ คือ หนึ่งในการปรับเปลี่ยนชั่วคราวในเรื่องพลังอำนาจในการต่อรอง ทางด้านมูลนิธิภาษี (Tax Foundation) องค์การคลังสมองเชี่ยวชาญการวิจัยด้านภาษีซึ่งตั้งฐานอยู่ในสหรัฐฯ ประมาณการ [10] เอาไว้ว่า ภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศจัดเก็บโดยอาศัยกฎหมาย IEEPA ถ้าหากยังคงอยู่ตามเดิมแล้ว จะเป็นตัวการทำให้จีดีพีสหรัฐฯลดลง 0.3% ถึงแม้คาดการณ์ได้ว่ามันจะสามารถจัดเก็บรายรับได้เป็นมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในตลอดช่วงทศวรรษหน้า
การที่มันถูกยกเลิก ก่อให้เกิดความโล่งใจในทันที --ทว่าภาษีศุลกากรซึ่งทรัมป์เรียกเก็บโดยอาศัยมาตรา 232 ของรัฐบัญญัติการค้า ที่เป็นการเก็บจากภาคเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม, และรถยนต์นั้น ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป ขณะที่การสอบสวนโดยอาศัยอำนาจมาตรา 301 ก็ยังอาจจะรื้อฟื้นแรงกดดันแบบพุ่งเป้าต่อภาคเศรษฐกิจแบบเฉพาะส่วนของหลายๆ ประเทศ
สำหรับบรรดาประเทศอาเซียนแล้ว คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯไม่ได้เป็นทั้งการระงับการถูกลงโทษอย่างสมบูรณ์ และก็ไม่ใช่เป็นการหวนกลับคืนไปสู่สภาพแวดล้อมของการค้าในช่วงก่อนปี 2025 สิ่งที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้คือมันเกิดที่ทางสำหรับการได้พักหายใจกันได้บ้าง—เป็นระยะเวลาซึ่งอำนาจการต่อรองแบบอสมมาตรได้ถูกลดทอนลงไปบ้าง และเป็นระยะเวลาที่บรรดารัฐบาลชาติอาเซียนสามารถที่จะประเมินทบทวนได้ว่าพวกเขาปรารถนาที่จะเสนออะไรบ้างและในราคาเท่าใด
ภาพของการเมืองภายในประเทศในวอชิงตัน เป็นตัวเติมชั้นแห่งความไม่แน่นอนเพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ถึงแม้มีปฏิกิริยาที่แรงกล้าจากทรัมป์และคณะบริหารของเขา [11] ซึ่งรวมไปถึงการเรียกพวกผู้พิพากษาศาลสูงสุดฝ่ายเสียข้างมากว่า เป็น “ความอับอายขายหน้าของชาติเรา” และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ประทับตราคำสั่งตัดสินนี้ว่า คือ “การไม่รักษากฎหมายของศาลสูงสุด” ทว่ากลับเห็นได้ชัดเจนว่าพวกพรรครีพับลิกันในรัฐสภานั้นมีความคิดเห็นแตกแยกกัน [12]
ยังคงมีวุฒิสมาชิกรีพับลิกันอย่าง ส.ว. แรนด์ พอล (Rand Paul) ที่ออกมากล่าวยกย่องคำตัดสินนี้ว่า เป็น “การปกป้องคุ้มครองสาธารณรัฐของเรา” ส่วนวุฒิสมาชิก มิตช์ แมคคอนเนลล์ (Mitch McConnell) ก็แถลงย้ำว่า “ไม่มีช่องทางเหลือให้สงสัยกันแล้ว” ภาษีศุลกากรที่อ้างตามกฎหมาย IEEPA นั้นผิดกฎหมายแน่นอน ถ้าหากคณะบริหารต้องการที่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงกว่า 15% พวกเขาก็จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐสภา จากกลุ่มภายในรัฐสภาที่ไม่ได้สามัคคีสนับสนุนนโยบายนี้แต่อย่างใด
สำหรับบรรดารัฐบาลของชาติอาเซียน ซึ่งกำลังพยายามที่จะประเมินให้เห็นรูปทรงทางการเมืองในวอชิงตันว่าหนุนหลังภาษีศุลกากรอย่างเหนียวแน่นแค่ไหน ความแตกร้าวภายในดังกล่าวนี้ มีความสำคัญพอๆ กับพวกปัญหาเทคนิคในทางกฎหมายทีเดียว
เลิม ดึ๊ก วู เป็นนักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงซึ่งตั้งฐานอยู่ในวียดนาม ที่โฟกัสในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค
เชิงอรรถ
[1] https://www.npr.org/2026/02/20/nx-s1-5672383/supreme-court-tariffs
[2] https://abcnews.com/US/wireStory/indonesias-president-reaches-trade-deal-us-washington-trumps-130319160
[3] https://ca.finance.yahoo.com/news/indonesian-leader-signs-trade-deal-225646041.html
[4] https://www.cbsnews.com/news/supreme-court-tariffs-decision-trump/
[5] https://www.nbcnews.com/politics/supreme-court/live-blog/-trump-tariffs-ruling-supreme-court-live-updates-rcna252655
[6] https://home.treasury.gov/news/press-releases/sb0403
[7] https://www.cnbc.com/2026/02/20/supreme-court-trump-tariff-decision-illegal-refunds.html
[8] https://fox5sandiego.com/news/business/ap-business/ap-the-latest-supreme-court-strikes-down-trumps-tariffs-upending-central-plank-of-economic-agenda/
[9] https://thediplomat.com/2026/02/indonesia-to-sign-us-trade-agreement-next-week-govt-says/
[10] https://taxfoundation.org/blog/supreme-court-trump-tariffs-ruling/
[11] https://time.com/7380033/supreme-court-tarriffs-ruling-trump/
[12] https://www.foxnews.com/politics/trump-responds-supreme-court-ruling-rejecting-sweeping-tariffs-powers-disgrace


