(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/before-trump-bombing-oman-fm-called-us-iran-deal-within-reach/)
Before Trump bombing, Oman FM called US-Iran deal ‘within reach’
by Jake Johnson
28/02/2026
รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ที่เป็นคนกลางของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน เปิดเผยกับเครือข่ายทีวี “ซีบีเอส” ของสหรัฐฯว่า ฝ่ายเตหะรานได้ให้คำมั่นสัญญาแล้วที่จะงดเว้นจากการสะสมรวบรวม “วัสดุนิวเคลียร์จนสามารถทำลูกระเบิดได้”
หลายชั่วโมงก่อนหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศ [1] การตัดสินใจของเขาที่จะถล่มโจมตีอิหร่าน และเดินหน้าโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ได้เดินทางมาให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง ทางรายการข่าวของเครือข่ายทีวีสำคัญที่สุดเครือข่ายหนึ่งของสหรัฐฯ เพื่อประกาศว่า การทะลวงผ่าทางตันในทางการทูตระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ และใกล้บรรลุผลเต็มทีแล้วด้วย
“ผมสามารถมองเห็นได้ว่าข้อตกลงสันติภาพกำลังอยู่แค่เอื้อมแล้ว” บาดร์ อัลบูไซดี (Badr Albusaidi) รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านในระยะหลังๆ นี้ บอกกับ มาร์กาเรต เบรนนัน (Margaret Brennan) พิธีกรของรายการ “เฟซ เดอะ เนชั่น” (Face the Nation) ซึ่งเป็นรายการด้านข่าวที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) เมื่อวันศุกร์ (28 ก.พ.)
“ผมกำลังขอร้องให้เดินหน้ากระบวนการนี้กันต่อไปอีก เนื่องจากเราสามารถบรรลุความก้าวหน้าอย่างเป็นแก่นสารสาระมากแล้วในทิศทางของการทำข้อตกลงกัน และหัวใจของข้อตกลงนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยที่ผมคิดว่าเราสามารถหยิบคว้าหัวใจที่ว่านั่นเอาไว้ได้แล้ว”
เมื่อถูกซักถามให้พูดรายละเอียดอย่างเฉพาะเจาะจง อัลบูไซดีก็กล่าวว่า อิหร่านได้ให้คำมั่นสัญญาระหว่างการหารือกัน ว่าพวกเขาจะยอมละทิ้งความเป็นไปได้ในการสะสมรวบรวม “วัสดุนิวเคลียร์ในระดับที่จะทำระเบิดได้” –ทั้งนี้ทรัมป์อ้างว่าอิหร่านปฏิเสธไม่ยินยอมให้คำมั่นเช่นนี้ และได้ใช้เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลความชอบธรรมสำหรับการที่เขาเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันเสาร์ (28 ก.พ.)
“นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่ได้อยู่ในข้อตกลงฉบับเก่าที่ได้มีการเจรจากันในระหว่างสมัยของประธานาธิบดีโอบามา” อาบูไซดี กล่าว โดยอ้างอิงถึงข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับปี 2015 ซึ่งทรัมป์ได้จัดแจงโยนทิ้งไปตั้งแต่สมัยแรกแห่งการครองทำเนียบขาวของเขา
“นี่คือบางสิ่งบางสิ่งที่ใหม่เอี่ยมถอดด้าม จริงๆ แล้วมันทำให้การโต้แย้งกันเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มสมรรถนะ (ยูเรเนียมของอิหร่าน) กลายเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องนำมาพูดจากันลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากตอนนี้เรากำลังพูดจากันเกี่ยวกับการจัดเก็บในระดับที่เป็นศูนย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เนื่องจากถ้าหากคุณไม่สามารถเก็บสะสมวัสดุที่ได้รับการเพิ่มสมรรถนะแล้ว มันก็ย่อมไม่มีทางเลยที่คุณจะสามารถทำลูกระเบิดขึ้นมาได้จริงๆ ไม่ว่าคุณจะเพิ่มสมรรถนะหรือจะไม่เพิ่มสมรรถนะก็ตามที ผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วนี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทางสื่อมวลชนพลาดไปอย่างมากๆ และผมต้องการที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนจากจุดยืนของผู้ทำหน้าที่คนกลางรายหนึ่ง”
“มันไม่มีการสะสมรวบรวม ดังนั้น การสะสมรวบรวมก็จะอยู่ในระดับศูนย์ การเก็บเข้าคลังอยู่ในระดับศูนย์ และมีการพิสูจน์ตรวจสอบอย่างสมบูรณ์เต็มที่” รัฐมนตรีต่างประเทศโอมานกล่าวต่อ “การพิสูจน์ตรวจสอบอย่างสมบูรณ์เต็มที่และรอบด้านโดย IAEA” ทั้งนี้ IAEA ที่เขาอ้างถึงก็คือ ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) องค์กรชำนาญพิเศษด้านพลังงานนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ
ในโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย [2] ภายหลังการให้สัมภาษณ์คราวนี้ อาบูไซดีได้กล่าวย้ำว่า ข้อตกลงนี้ “เวลานี้อยู่แค่มือเอื้อม” และขอร้องวิงวอนให้ทุกๆ ฝ่าย “สนับสนุนทางผู้เจรจาในการปิดดีลนี้” ให้สำเร็จ ทั้งนี้ก่อนสหรัฐฯจะเปิดการโจมตีในวันเสาร์ ได้มีการกำหนดกันเอาไว้ว่า การเจรจาเพิ่มเติมระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะมีขึ้นอีกในสัปดาห์หน้า [3]
เชิญชมช่วงเต็มๆ ของการสัมภาษณ์รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งพวกนักวิจารณ์เน้นย้ำว่าคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การที่สหรัฐฯ-อิสราเอลทำการเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันเสาร์ (28 ก.พ.) เป็นเพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะขัดขวางไม่ให้เกิดหนทางแก้ไขปัญหาด้วยการทูต
ตริตา ปาร์ซี (Trita Parsi) รองประธานกรรมการบริหารของ สถาบันควินซีเพื่อการดำเนินกิจการของรัฐอย่างมีความรับผิดชอบ (Quincy Institute for Responsible Statecraft) ซึ่งตั้งฐานอยู่ในสหรัฐฯ เขียน [4] แสดงความเห็นตอบการออกมาแถลงของ อัลบูไซดี โดยชี้ว่า “ทางโอมานมีชื่อเสียงมานานในเรื่องการใช้ท่าทีระมัดระวัง”
“การที่รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน มาออกรายการทาง ซีบีเอส เพื่อเปิดเผยสิ่งที่มีการบรรลุกันจริงๆ ในการเจรจากัน จึงเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดมาก่อนเลย และสิ่งที่สามารถบรรลุกันได้แล้วดังกล่าว ก็ถือว่ามีความสำคัญ –เพราะจริงๆ แล้วทรัมป์สามารถที่จะนำไปประกาศเป็นชัยชนะได้ ลองฟังตรงส่วนนี้ ที่เขาพูดสิครับ –มันไปไกลยิ่งกว่าสิ่งที่โอมาบาเคยบรรลุถึงนะ” ปาร์ซี เขียนเอาไว้เช่นนี้ “แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบ่งชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์จะไม่ถือคำว่า ตกลง (จากอิหร่าน) มาเป็นคำตอบ (ที่เขาต้องการฟังหรอก) นั่นชี้ว่าเขาจะเริ่มต้นเลือกทำสงครามในเร็วๆ นี้แล้ว”
“บางทีนี่คือเหตุผลที่ทำไมรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานจึงตัดสินออกมาบอกกล่าวเรื่องนี้ต่อสาธารณชน” ปาร์ซี กล่าวต่อ “เพื่อที่ประชาชนชาวอเมริกันจะได้ทราบว่า สันติภาพกำลังใกล้แค่เอื้อมอยู่แล้ว ในตอนที่ทรัมป์กลับหันไปเลือกสงคราม”
ตามผลการสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ [5] ระบุว่ามีชาวอเมริกันเพียงแค่ 21% เท่านั้นที่สนับสนุน “สหรัฐฯเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าโจมตีอิหร่านภายใต้สภาวการณ์ในปัจจุบัน”
ข้อเขียนชิ้นนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกสุดโดย “คอมมอน ดรีมส์” ( Common Dreams) เว็บไซต์ข่าวที่ตั้งฐานในสหรัฐฯ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.commondreams.org/news/oman-foreign-minister-iran-deal?utm_source=Common+Dreams&utm_campaign=031adfc329-Week+in+Review%3A+Sat.+2%2F28%2F26+w%2F+fundraiser&utm_medium=email&utm_term=0_-ac94523b20-601532725)
เชิงอรรถ
[1] https://www.commondreams.org/news/trump-bombs-iran
[2] https://x.com/badralbusaidi/status/2027525465272156459
[3] https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-26/us-iran-to-hold-talks-at-technical-level-next-week-oman-says
[4] https://x.com/tparsi/status/2027529636276801567
[5]https://sadat.umd.edu/sites/sadat.umd.edu/files/Questionnaire%20Prospects%20of%20War%20with%20Iran.pdf


