เวลานี้นักท่องเที่ยวชาวจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของนักเดินทางขาเข้าไทย นับเป็นรายสัปดาห์ เน้นย้ำว่าตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของประเทศแห่งนี้ คืนชีพกลับมาแล้ว ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
รายงานของบลูมเบิร์ก ที่คำนวณจากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวของไทย ระบุว่าสัดส่วนของนักเดินทางขาเข้าจากจีน ในช่วงระหว่างสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ครอบคลุมถึงช่วงพีคสุดของฤดกาลเดินทางช่วงตรุษจีน แตะระดับ 23% ใกล้เคียงกับระดับที่พบเห็นในช่วงก่อนหน้าเกิดโรคระบาดใหญ่โควิด-19 และเพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มต้นปี 9%
แม้นักเดินทางขาเข้ารายสัปดาห์จากจีน ลดลงเล็กน้อย แต่ประเทศแห่งนี้ยังคงแหล่งที่มาของนักเดินทางรายใหญ่ที่สุดของไทย เป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน โดยจำนวนยังมากกว่านักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเป็นอย่างมาก แม้ มาเลเซีย เป็นแหล่งที่มาของนักเดินทางขาเข้าไทยมากที่สุดในปีที่แล้ว
การฟื้นตัวดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับไทย เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจ ไทยอยู่บนเส้นทางของการต้อนรับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี ในช่วงก่อนเผชิญโควิด-19 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถกู้คืนกระแสดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ บางส่วนสืบเนื่องจากการจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าจากจีนที่ชะลอตัวกว่าปกติ
เหตุลักพาตัวนักแสดงชาวจีนรายหนึ่งในไทยเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ขัดขวางนักท่องเที่ยวบางส่วนจากการเดินทางมายังไทย ซึ่งเผชิญการแข่งขันอันเข้มข้นอยู่ก่อนแล้ว จากจุดหมายปลายทางอื่นๆ อย่างเช่น เวียดนาม และ เกาหลีใต้
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางในระดับภูมิภาคอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ จีน ออกประกาศเตือนพลเมือง ให้งดเดินทางเยือนญี่ปุ่น สืบเนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยย่างรุนแรง ระหว่างเทศกาลตรุษจีน ท่ามกลางศึกวิวาทะระหว่าง 2 ชาติ
บลูมเบิร์กระบุว่าดูเหมือนไทยจะได้อานิสงส์จากความขัดแย้งดังกล่าว ได้ประโยชน์จากทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปของอุปสงค์การเดินทาง อย่างไรก็ตามแม้นักเดินทางขาเข้าจากจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวมยังคงลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 5%
ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 22 กุมภาพันธ์ ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.9 ล้านคน โดยที่ชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 16% จากทั้งหมด ตามมาด้วย มาเลเซีย, รัสเซีย, อินเดีย และเกาหลีใต้
(ที่มา:บลูมเบิร์ก)


