xs
xsm
sm
md
lg

'ทรัมป์'ขู่โลกอย่าคิดลองดีถอน'ดีลการค้า'ที่โอเคกับสหรัฐฯ แม้ศาลสูงสุดตัดสินให้มาตรการรีดภาษีโหดของเขา'เป็นโมฆะ'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเตือนประเทศต่างๆ ในวันจันทร์(23ก.พ.) อย่าคิดเล่นเกมและถอยกลับจากพวกข้อตกลงการค้าที่เพิ่งเจรจาทำกับอเมริกาไปเมื่อเร็วๆนี้ ถึงแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯได้พิพากษาล้มล้างมาตรการรีดภาษีฉุกเฉินของเขาไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากนั้นเขายังขู่ว่าถ้าชาติเหล่านี้ขืนดำเนินการดังกล่าว ก็จะถูกสหรัฐฯเล่นงานด้วยเพดานภาษีที่สูงกว่าเดิม โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้าฉบับอื่นๆ

ในข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ต่อเนื่องกันเป็นชุด ทรัมป์ยังบอกด้วยว่าบางทีเขาอาจหันไปใช้วิธีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ จากพวกประเทศคู่ค้าก็ได้ ในขณะที่ความความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวรีดภาษีในลำดับถัดไปของเขา กำลังสร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และฉุดตลาดหุ้นให้ดิ่งลงอย่างหนัก

"ประเทศไหนก็ตามที่ต้องการ‘เล่นเกม’ จากคำพิพากษาอันไร้สาระของศาลสูงสุดโดยเฉพาะพวกที่ ‘ฉีกเศรษฐกิจสหรัฐฯเป็นชิ้นๆ’ มาเป็นปีๆ และกระทั่งเป็นทศวรรษ ๆ แล้ว จะต้องเจอกับเพดานภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นไปอีก และเลวร้ายกว่าเดิม เลวร้ายกว่าที่พวกเขาเพิ่งตกลงเห็นพ้องไปเมื่อเร็วๆนี้ ระวังตัวเอาไว้ให้ดี!!" ทรัมป์เขียนเช่นนี้บนสื่อสังคม ทรูธโซเชียล ของเขา

ทรัมป์ อ้างว่า แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯระบุว่ามาตรการรีดภาษีของเขาที่ยึดโยงอยู่กับ รัฐบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นโมฆะ แต่คำพิพากษานี้ก็ได้ยืนยันว่า เขาสามารถใช้มาตรการภาษีศุลกากรซึ่งอิงอยู่กับกฎหมายฉบับอื่นๆ "ในวิถีทางที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นมาก ด้วยความหนักแน่นแน่นอนทางกฎหมายยิ่งกว่าอัตราภาษีศุลกากรที่ได้ประกาศใช้ก่อนหน้านี้เสียอีก"

เขาบ่งชี้ว่าสหรัฐฯยังอาจใช้วิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ กับบรรดาคู่ค้า แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ในขณะที่โฆษกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการนี้ของทรัมป์เช่นกัน ถึงแม้ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ (22) เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้พูดทางเครือข่ายทีวีซีบีเอส โดยมุ่งย้ำในประเด็นเดียวกันกับทรัมป์ นั่นคือ ข้อตกลงเกี่ยวกับภาษีศุลกากรที่พวกชาติคู่ค้าเจรจาเห็นชอบกับอเมริกาไปแล้ว ถือว่ายังคงมีผลบังคับอยู่ และ “เราคาดหวังว่าพวกหุ้นส่วนของเราจะเคารพปฏิบัติตามข้อตกลงเหล่านั้น”

อย่างไรก็ดี ทางด้าน เวนดี คัตเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับท็อปใน USTR ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานบริหารอาวุโสของสถาบันนโยบายสมาคมเอเชีย ให้ความเห็นเกี่ยวกับการออกมาพูดเช่นนี้ของทรัมป์ว่า “จากการที่ปีกแห่งภาษีศุลกากรของเขาถูก (ศาลสูงสุด) ตัดไปแล้วเช่นนี้ ทรัมป์ก็จำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ มาอยู่ในมือเพื่อใช้แสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของฝ่ายอื่นๆ”

“การจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในอัตราสูงลิ่วตามที่ (ทรัมป์) ข่มขู่ไว้ คือทางเลือกประการหนึ่ง แต่มันเป็นเครื่องมือที่ขาดไร้คุณสมบัติอันคล่องตัวและใช้ในเชิงปริมาณได้แบบที่ภาษีศุลกากรมี” คัตเลอร์ กล่าววิจารณ์

ในวันเดียวกับที่ ทรัมป์ พูดปรามพวกคู่ค้าที่ทำดีลกับสหรัฐฯไปแล้วนี้เอง ทางด้านรัฐสภายุโรป ได้ประกาศตัดสินใจเลื่อนการลงมติรับรองข้อตกลงการค้าระหว่างอียูกับสหรัฐฯออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลเรื่องที่หลังจากมีคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯแล้ว ทรัมป์ได้ประกาศจะขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศเป็นการชั่วคราวในอัตรา 15% โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้าอีกฉบับหนึ่ง

ทั้งนี้ในข้อตกลงซึ่งอียูทำกับสหรัฐฯดังกล่าว สินค้าอียูก็จะถูกสหรัฐฯเรียกเก็บภาษีศุลกากรอัตรา 15% แต่มีข้อยกเว้นให้แก่พวกสินค้าหมวดอาหารจำนวนหลายร้อยรายการ รวมทั้งพวกอะไหล่เครื่องบิน แร่ธาตุสำคัญๆ ส่วนประกอบทางเภสัชกรรม และสินค้าอื่นๆ ในขณะที่อียูจะไม่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯหลายรายการ ซึ่งมีพวกสินค้าภาคอุตสาหกรรมรวมอยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน เรื่องที่ทรัมป์ประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของรัฐบัญญัติการค้าปี 1974 เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทุกประเทศนี้ ก็ยังคงมีความสับสน โดยในตอนแรกที่เขาแถลงเมื่อวันศุกร์ (20) ประมุขทำเนียบขาวบอกว่าจะจัดเก็บอัตรา 10% ต่อมาในวันเสาร์ (21) เขาแถลงว่าเปลี่ยนใจมาจัดเก็บในอัตรา 15% ซึ่งชนเพดานสูงสุดที่มาตรานี้อนุญาตไว้

ทว่าตามประกาศทางศุลกากรของสหรัฐฯ ระบุว่าภาษีอัตรา 10% ที่ทรัมป์ประกาศตอนแรก เริ่มมีผลบังคับใช้หลังผ่านเวลาเที่ยงคืนเข้าสู่วันอังคาร (24) ไปแล้ว 1 นาที แต่ไม่มีความชัดเจนว่าการปรับขึ้นไปเป็น 15% จะเริ่มมีผลเมื่อใด เนื่องจากเท่าที่เป็นอยู่จนถึงวันจันทร์ (23) ทรัมป์ได้เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหารเพียงแค่ประกาศฉบับที่ให้จัดเก็บภาษีอัตรา 10% เท่านั้น

มาตรา 301 รัฐบัญญัติการค้า

ความไม่แน่นอนของเส้นทางต่อไปข้างหน้าในเรื่องข้อตกลงการค้าที่คณะบริหารทรัมป์เจรจาค้างคาเอาไว้อยู่กับประเทศต่างๆ นอกจากที่ทำให้อียูบอกเลื่อนการอนุมัติรับรองเอาไว้ก่อนดังกล่าวแล้ว ทางด้านอินเดียก็ประกาศเลื่อนแผนการจัดส่งคณะผู้แทนมาเจรจารายละเอียดข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯไปก่อนเช่นกัน จากเดิมที่กำหนดจะมากรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน จีนคะยั้นคะยอให้สหรัฐฯยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรตามอำเภอใจฝ่ายเดียวไปทั้งหมด

ในอีกด้านหนึ่ง กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คณะบริหารทรัมป์คาดหมายที่จะเปิดการสอบสวนการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าหลายราย ตามอำนาจของมาตรา 301 ของรัฐบัญญัติการค้า ทั้งนี้กฎหมายมาตรานี้ก็มีการให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯอย่างกว้างขวางในการขึ้นภาษีศุลกากรแก่ชาติคู่ค้า แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการสอบสวนความผิดและหารือกับชาติที่จะถูกลงโทษกันก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มักใช้เวลาเป็นเดือนๆ หากไม่ถึงกับเป็นปีๆ

(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี)