xs
xsm
sm
md
lg

เผยจีนใช้กลุ่มนักลงทุน ‘ทีมชาติ’ คอยดูแล ไม่ให้กระแส‘หุ้นเอไอ’บูมเตลิดจนเลยเถิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: วอลล์สตรีทเจอร์นัล


จอภาพแสดงความเคลื่อนไหวต่างๆ ของตลาดการเงิน ณ อาคารใหม่ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ในนครเซี่ยงไฮ้, ประเทศจีน ในภาพนี้ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2025
China deploys a ‘national team’ of investors to keep AI stock boom in check
by Patricia Kowsmann, The Wall Street Journal.
13/02/2026

ในสหรัฐฯ เมื่อตอนที่ดัชนีราคาเฉลี่ยหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ทะยานข้ามเส้น 50000 เป็นครั้งแรก ณ เดือนกุมภาพันธ์นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเฉลิมฉลองพร้อมกับทำนายว่ามันจะขึ้นไปอีกเท่าตัวทีเดียวเมื่อถึงตอนสิ้นสุดสมัยการครองอำนาจสมัยนี้ของเขา

ในประเทศจีน พวกเจ้าหน้าที่มีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไปตอนที่ตลาดหุ้นของแดนมังกรแสดงอาการบูมสนั่น กลุ่มนักลงทุนที่มีความเกี่ยวข้องโยงใยกับภาครัฐกลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาในตลาด และปล่อยหลักทรัพย์ที่ถือครองเอาไว้ออกมาเพื่อทำให้สิ่งต่างๆ สงบเยือกเย็นลง

กลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักเรียกขานของพวกเพลเยอร์ในตลาดว่า “ทีมชาติ” (national team) โดยพวกเขาทำหน้าที่เสมือนกับเป็นกองทุนรักษาเสถียรภาพตลาดกองทุนหนึ่ง พวกเขารับบทบาทดูแลแก้ไขภาวะที่ดูไม่ธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ของจีนเช่นนี้มาเป็นเวลากว่า 1 ทศวรรษแล้ว โดยปกติมักกระทำผ่านการเข้าซื้อกองทุนรวมที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (exchange-traded funds) และถูกสังเกตเห็นกันอย่างกว้างขวางเมื่อตอนที่เข้าแทรกแซงเพื่อดึงราคาให้สูงขึ้นระหว่างที่ตลาดหุ้นร่วงครั้งใหญ่ในปี 2015 หรือช่วงหลังจากที่ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรใน “วันปลดแอก” (liberation day) ปี 2025 ของเขา จนจุดชนวนให้เกิดการเทขายหลักทรัพย์ทั่วโลก ทีมชาตินี้ก็ก้าวเข้ามาบรรเทาความเจ็บปวดด้วยการเป็นผู้ซื้อรายหนึ่งของพวกกองทุนรวมเน้นซื้อขายให้ได้ผลตอบแทนตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (index funds)

แต่ทีมนักลงทุนทีมนี้ไม่ได้เพียงแค่พยายามแก้ไขเพื่อให้ภาวะตลาดที่ย่ำแย่อาการหนัก แลดูสวยงามขึ้นกว่าความเป็นจริงเท่านั้น หากยังเข้ามาลดทอนภาวะตลาดที่ดูสว่างสดใสเมื่อพวกนักลงทุนชักหลงใหลมองอะไรสวยงามเกินไปแล้วอีกด้วย

“เราต้องคอยป้องกันอย่างเด็ดเดี่ยวไม่ให้ตลาดเกิดการเคลื่อนไหวอย่างผันผวนรุนแรง และคอยชี้นำการลงทุนสู่ทิศทางที่มองระยะยาวและมีเหตุมีผลอย่างกระตือรือร้น” อู๋ ชิ่ง (Wu Qing) ประธานคณะกรรมการกฎระเบียบหลักทรพย์ของจีน (China Securities Regulatory Commission) พูดเช่นนี้ระหว่างการกล่าวปราศรัยครั้งหนึ่งในเดือนที่แล้ว

ปัจจุบันหลักทรัพย์ของจีนกำลังอยู่ในช่วงที่เป็นภาวะตลาดกระทิงมาอย่างยาวนานจนน่าวิตกแล้ว

ดัชนีหลักทรัพย์สำคัญอย่าง CSI300 ซึ่งคำนวณจากราคาของหุ้นทั้งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดเซี่ยงไฮ้และ ตลาดเซินเจิ้น ไต่สูงขึ้นกว่า 20% ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ได้หล่นฮวบลงระยะหนึ่งในตอนเดือนเมษายน ในเดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปริมาณการซื้อขายของพวกตลาดหุ้นตลอดทั่วทั้งจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งขึ้นทำสถิตินิวไฮ หุ้นจีนกำลังทำผลงานได้ดีกว่าแม้กระทั่งเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐฯ ซึ่งดัชนีหลักทรัพย์ เอสแอนด์พี 500 ยังสูงขึ้น 14% เท่านั้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้

พวกนักวิเคราะห์อธิบายภาวะขึ้นลิ่วๆ เช่นนี้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นคึกคักเกี่ยวกับการทะลุทะลวงทางตันทางด้านปัญญาประดิษฐ์หลายๆ ครั้งในประเทศจีน ตลอดจนการตกลงสงบศึกทางการค้าเป็นการชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯกับจีน บริษัทจำนวนเพียงไม่กี่บริษัทซึ่งอยู่ในแวดวงเกี่ยวข้องกับเอไอ อย่างเช่น ด้านเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในดาต้าเซนเตอร์ เวลานี้มีมูลค่าตามราคาในตลาดหลักทรัพย์ทะลุระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์กันแล้ว ทั้งๆ ที่ยังทำผลกำไรได้นิดเดียวหรือกระทั่งไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ

รัฐบาลจีนนนั้นแสดงความพึงพอใจมากกว่าที่จะให้ตลาดอยู่ในภาวะซึ่งพวกนักวิเคราะห์เรียกว่า ตลาด “กระทิงวิ่งช้า” (“slow bull” market) ตามการศึกษาติดตามของ โกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) มีหน่วยลงทุนของกองทุนรวมแบบโฟกัสจีนซึ่งซื้อขายกันภายในประเทศ ถูกเทไหลออกมาถึงเกือบๆ 110,000 ล้านดอลลาร์ทีเดียวในช่วงครึ่งหลังของเดือนมกราคม เป็นการบ่งชี้ว่ามันเป็นการปล่อยขายออกมาของทางทีมชาติ

ขณะที่พวกนักวิเคราะห์ที่ มอร์แกน สแตนลีย์ แสดงความเห็นเอาไว้ในโน้ตฉบับหนึ่งตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยชี้ว่า “การที่ทีมชาติกำลังเทขายในปริมาณเป็นเรื่องเป็นราวทว่าด้วยฝีก้าวที่คาดคำนวณเอาไว้อย่างดีเช่นนี้ กำลังลดทอน –แต่ไม่ได้กำลังฆ่า—โมเมนตัมเชิงบวกของตลาด”

รัฐบาลจีนนั้นต้องการที่จะบ่มเพาะฟูมฟักวัฒนธรรมของการถือครองหลักทรัพย์ขึ้นมา เพื่อที่บริษัทต่างๆ จะได้สามารถระดมเงินทุนจากพวกนักลงทุนภาคเอกชนได้ และลดการพึ่งพาอาศัยเงินกู้แบงก์ให้น้อยลง นอกจากนั้นพวกเขายังต้องการส่งเสริมประชาชนธรรมดาทั่วไปให้พิจารณาทำการลงทุนในหลักทรัพย์ ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นการสะสมทรัพย์สำหรับยามเกษียณอยุ

ปัจจุบันครัวเรือนในประเทศจีนถือครองหลักทรัพย์คิดเป็นปริมาณเพียงแค่ 11% ของทรัพย์สินที่ครัวเรือนเหล่านี้มีอยู่ทั้งหมดเท่านั้น เปรียบเทียบกับระดับ 32% ในสหรัฐฯ โดยที่ทรัพย์สินแทบทั้งหมดที่คนจีนนิยมถือครองกันนั้น อยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตมานานปีแล้ว

ทว่าเวลาเดียวกัน พวกเจ้าหน้าที่จีนก็มีความวิตกว่า การแห่เข้าลงทุนในหุ้นอย่างบ้าคลั่ง จะส่งผลทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก, เกิดการขาดทุนอย่างมโหฬาร, และเกิดภาวะไร้เสถียรภาพ โดยพวกที่จะตกเป็นเหยื่อในทันทีก็จะเป็นพวกนักลงทุนรายย่อย ซึ่งการซื้อขายของพวกเขารวมกันแล้วคิดเป็นประมาณ 60% ของการเทรดหุ้นในแต่ละวันทีเดียว

ดังนั้น รัฐบาลจึงกำลังพยายามที่จะกระตุ้นตลาด ขณะเดียวกับที่ใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเมื่อเกิดความจำเป็นขึ้นมา

ไม่มีการเผยแพร่บัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการใดๆ ว่าใครบ้างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นนักลงทุนทีมชาตินี้ แต่สมาชิกระดับแกนกลางรายหนึ่งก็คือหน่วยหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign-wealth fund) ของจีน ซึ่งเรียกขานกันว่า เซนทรัล ฮุ่ยจิน อินเวสต์เมนต์ (Central Huijin Investment) ทั้งนี้ระหว่างที่เกิดความปั่นป่วนผันผวนของตลาดเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งของ เซนทรัล ฮุ่ยจิน บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า หน่วยงานนี้ได้แสดงบทบาทในการทำให้ตลาดเกิดเสถียรภาพมาตั้งแต่ปี 2008 และยังเอ่ยชื่อของทีมชาติออกมาอีกด้วย เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังแจกแจงว่า หน่วยงานนี้ถือครองหุ้นเอาไว้กว้างขวางมาก และมีเงินสดอยู่ในมือมหาศาล รวมทั้งยังสามารถขอความสนับสนุนด้านสภาพคล่องจากธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (People’s Bank of China) ซึ่งก็คือแบงก์ชาติของจีนอีกด้วย

นักวิเคราะห์หลายรายบอกว่า สมาชิกอีกรายหนึ่งของทีมนักลงทุนทีมชาตินี้ คือ ไชน่า ซีเคียวริตีส์ ไฟแนนซ์ (China Securities Finance บริษัทสินเชื่อหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (margin lender) รายหนึ่ง นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ๆ, พวกบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่รัฐหนุนหลังอยู่, และบริษัทหลักทรัพย์บางราย ก็ถูกพวกนักวิเคราะห์รวมเข้ามาด้วยตามคำนิยามจำกัดความดังกล่าวนี้

ตามตัวเลขข้อมูลของ โกลด์แมน ณ ไตรมาส 3 ของปี 2025 กลุ่มนี้มีการครอบครองพัวพันกับพวกหลักทรัพย์จีนคิดเป็นมูลค่าราว 6 ล้านล้านหยวน หรือ 870,000 ล้านดอลลาร์ นี่เท่ากับประมาณ 6% ของมูลค่าตามราคาตลาดของพวกหุ้น-A ของจีน ซึ่งหมายถึงหุ้นที่กำหนดราคากันเป็นเงินหยวน และจดทะเบียนซื้อขายกันในตลาดเซี่ยงไฮ้และตลาดเซินเจิ้นเป็นสำคัญ

การดำรงอยู่ของกลุ่มนักลงทุนทีมชาตินี้ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกนักลงทุนบางรายไม่ขอเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นจีนมานานแล้ว โดยพวกเขาบอกว่าคุ้นเคยกับการซื้อขายในตลาดเสรี และไม่ต้องการให้การวางเดิมพันเรื่องหุ้นของพวกเขาต้องล้มเหลวลงเพราะใครบางคนในแวดวงเจ้าหน้าที่จีนปรารถนาที่จะให้หุ้นตัวนั้นหันเหไปยังทิศทางอื่นๆ มากกว่า

“เรามีการพิจารณาเรื่องทำการลงทุนในจีน แต่เมื่อคำนึงถึงการแทรกแซงจากรัฐบาลเช่นนี้ คำตอบจึงออกมาว่าไม่เอาไม่เข้าไป” นี่เป็นคำบอกเล่าของ รุย ซัวเรส (Rui Soares) ผู้จัดการด้านการลงทุนรายหนึ่งของ เอฟเอเอ็ม แฟรงเฟิร์ต แอสเส็ต แมเนจเมนต์ (FAM Frankfurt Asset Management) บริษัทจัดการสินทรัพย์สัญชาติเยอรมนีที่มุ่งให้บริการเฉพาะทาง (บริษัทบูติก) ซึ่งมีทรัพย์สินอยู่ในการบริหารจัดการราว 1,400 ล้านดอลลาร์ และเข้าลงทุนอยู่จำนวนหนึ่งในพวกกองทุนรวม ETFs ของตลาดญี่ปุ่น

ทว่า สำหรับ ซิน อู๋ (Xin Wu) ผู้ก่อตั้ง บันยัน พาร์ตเนอร์ส (Banyan Partners) กิจการด้านการลงทุน-การจัดการหลักทรัพย์ ซึ่งความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เขากลับแสดงความคิดเห็นในทิศทางตรงกันข้าม อู๋ บอกว่า เขาโฟกัสอยู่ที่การเลือกหุ้นรายตัวที่มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด และไม่รังเกียจหรอกถ้าหากมีพวกทีมชาติเข้ามาซื้อหรือเข้ามาขาย ETFs ซึ่งมุ่งให้ผลตอบแทนโดยอิงกับดัชนีราคาของตลาด

“จริงๆ แล้ว – มีตลาดไหนละที่จะไม่ชอบสภาพที่ราคาสามารถไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แบบกระทิงวิ่งช้า?” อู๋ กล่าวต่อ